JOE's profileME lifePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 18

    Jamiroquai...

    วันก่อนได้ดูรายการอะไรไม่รู้.. เกี่ยวกับ ศิลปินในดวงใจของดาราเมืองไทย..
    เป็นตอนที่ พี่บุรินทร์ มาพูดถึงขวัญใจ ของพี่เขา.. ปรากฎว่าเป็น "Jamiroquai"
    กินน้ำอยู่แทบสะอึก...
     
    ปรกติผมไม่ใช่ ขาแด๊นซ์.. แต่ Jamiroquai ทำให้ผมต้องออกอาการ หงิก ง่อย..
    ดิ้นทุรนทุราย อย่างมีความสุข กะท่าเต้น เป็นจังหวะ หุ่น ยนต์ ของเขา..
    เท่ห์ มั่กๆ..
    ซึ่ง นอกจาก Oasis กะ Coldplay ที่ผมกราบไหว้แล้ว..
    ก็คงมี Jamiroquai นี่แหละ ที่ทำให้ผมคลุ้มคลั่งทุกครั้งที่ได้ยินเพลงของเขา..
     
    เอาหล่ะหลายคน อาจจะไม่ค่อยคุ้นกะ Jamiroquai เท่าไหร่..
    ผมก็เลยเอามาฝาก.. เป็น 2 เพลงโปรดของผมเลย..
     
    เพลงแรกชื่อ "Virtual Insanity"
     
         
     

     

    เพลงที่ 2 ชื่อ เพลง "Cosmic Girl"

       

    เอาหล่ะมาดิ้นหงิกง่อย กันเหอะ.. สำหรับคนที่เน็ตแรงไม่พอ..

    ให้กด pause ไว้ก่อนนะ.. รอจนมันโหลดมาสุดๆก่อน.. แล้วค่อย Play เน้อ..

    แล้วก็ ดิ้นกันเล๊ยยยย  ปาร์ตี้

    February 13

    Step Forward Day3

    ที่ความลึกระดับ 1,500 เมตร..

    เวลา 7:00 น.         ตื่นมาตามเวลาที่ตั้งปลุก.. รู้สึกธรรมดาๆ.. งงมาก..วันนี้เหมือนว่าทำใจได้แล้ว..

    ที่ความลึกระดับ 500 เมตร..

    เวลา 7:30 น.         แปรงฟันอาบน้ำ.. ยังเฉยอยู่.. เอ่อ..เริ่มแปลกๆ..

    ที่ความลึกระดับ 500 เมตร..

    เวลา 8:30 น.         ประชุมกับ ทีมงาน.. รู้สึกว่า เราอยากทำงานมากเลย..

    ที่ความลึกระดับ 500 เมตร..            

    เวลา 10:00 น.       กลับมานั่งทำงานที่โต๊ะ.. คิดถึงเขาบ้าง.. แต่คิดถึงแต่เรื่องดีๆ

                                    และก็ไมได้ อาลัยอาวร.. เป็นความรู้สึกที่แปลกมาก.. ไม่เจ็บปวดเลย

    ที่ความลึกระดับ 500 เมตร..

    เวลา 12:00 น.       ออนไลน์ MSN ก็ไม่รู้สึกอะไร.. ทานข้าวไปอ่านหนังสือธรรมะไป..

                                    รู้สึกเข้าถึงธรรมะ ได้เป็นอย่างดี

    ที่ความลึกระดับ 500 เมตร..

    เวลา 13:30 น.       ประชุมคณะทำงานอีกคณะ.. ปรากฏว่าเรารู้สึกมีส่วนร่วมกะงาน

                                    มากๆ จนไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นๆเลย.. งงตัวเองมากๆ.. จู่ๆ ก็เป็นแบบนี้

    ที่ความลึกระดับ 300 เมตร..

    เวลา 18:00 น.       กลับมาที่โต๊ะ แล้วก็คุย topic ธรรมะกับเพื่อนๆ.. เออว่ะ..

                                    ไม่รู้สึกอยากจะคุยเรื่องแบบนั้นอีกเลย.. หรือเราจะตัดใจได้จริงๆ?

                                    รู้สึกไม่ยึดติดกะอะไรเลย.. ตอนนี้งงตัวเอง?

     

    วันนี้ไม่มี SWOT analysis.. เพราะมันไม่ได้คิดอะไรแล้ว..

    แต่ถามว่าความรู้สึกดีๆ ยังมีอยู่ไหม? ก็อยู่นะ.. แต่ไม่ปวดหัวใจเลย..

    ตอนที่นึกถึงเขา.. ยังรู้สึกเหมือนเดิม.. แต่ไม่ได้อาลัยอาวร แล้ว..

    เอ่อ.. 3 วัน??.. ทำใจได้แล้วเหรอ?.. งง ตัวผมเองจริงๆ?

    ถ้าพรุ่งนี้ยังไม่รู้สึกอะไร.. คิดว่าจะปิดคดีแล้วครับ..

    ขอโทดผู้อ่านด้วย.. ที่อุตส่าห์ มาช่วยปลอบใจอ่ะ..

    แต่รู้สึกได้แล้วว่าตอนนี้ เราปล่อยวางได้ระดับนึงเลยหล่ะ..

     

    ข้อสรุปของความคิดที่ได้วันนี้

    ตกลงแล้ว ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจใช่ไม๊?..  ถ้าจิตเราสงบ.. จิตเราไม่คิดไปก่อน..

    ไม่ยึดมั่นถือมั่น.. เราก็จะไม่ทุกข์.. ที่แท้ เราทุกข์ ก็เพราะ เรายึดติด..

    ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกหรือเปล่า? ยกตัวอย่าง.. เวลาที่มีคนถามถึงเรื่องเขา..

    ผมก็ยังอยากจะให้ คืนวันดีๆ แบบนั้นย้อนกลับมา.. เหมือนว่าผมขาดเขาไม่ได้หรอก..

    เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด.. มันมีเรื่องราวที่ผูกพันธ์กันมากมาย

    แต่พอปล่อยวาง ก็ผมดันรู้สึกเหมือนกับ.. ผมกำลังดูละคร.. ที่ตัวแสดงคือผม..

    แม้มันจะโศกเศร้าแค่ไหน.. แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร.. ก็รับรู้ว่ามีการคิดถึง..

    รับรู้ว่าเราห่วงเขา..  ไปตามความรู้สึกของตัวละคร.. แต่เรากลับไม่ได้อินตามบท..

    หรือหวั่นไหวตามความรู้สึกของตัวละครที่เล่นบทของเรา.. เออแปลกดีว่ะ..

    แต่ไม่รู้พรุ่งนี้ หรือ อาทิตย์ หน้าจะเป็นอย่างไร?..

    เอาเป็นว่าติดตามกันต่อไปละกันนะคร้าฟ.. ผมก็จะมุ่งมั่นอ่านหนังสือธรรมะต่อไป

     

    คติประจำวันนี้:

    “ความรู้สึกดีๆอยู่ที่เดิม.. แค่ปล่อยให้เรื่องวุ่นๆมันเป็นไป.. ตามทิศทางลม..”

    February 12

    Step Forward Day2

     ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 4:00 น.         ตื่นขึ้นก่อนเวลาที่ต้องตื่น.. วันนี้จะต้องเข้าบางซื่อแต่เช้า.. รู้สึกหวิวๆ..

    เหมือนเดิมแต่น้อยกว่าเมื่อวานนี้ ก็พยายามนอนต่อจนถึงเวลาตื่น

    ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 4:40 น.         แปรงฟันอาบน้ำ.. ท้องเสีย.. เมื่อวานดื่มนมก่อนนอน.. เล่นเอาแสบก้นเลย

    ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 5:30 น.         ออกเดินทางไปบางซื่อ.. ทุกครั้งที่มองออกไปจากหน้าต่าง

                                    ก็จะคิดถึงเขาเสมอ..เพราะเส้นทางนี้ เรามักจะโทรคุยกับเขาตลอด..

                                    แต่วันนี้กลับไม่มีแล้ว.. ห้ามความคิดของตัวเองไม่ได้จริงๆ..

    ที่ความลึกระดับ 2,800 เมตร..        

    เวลา 6:00 น.         รับพี่ที่ไปเส้นทางเดียวกัน.. ตอนนี้นอนหลับ.. ไม่คิดอะไรละ..

                                    ค่อยยังชั่ว.. หลับจนถึงบางซื่อเลย..

    ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 9:00 น.         เข้าสัมนา กับ ทีมโดยมี กจญ. SCG คุณกานต์ ตระกูลฮุน เป็นผู้ให้โอวาท..

                                    ประมาณนั้นน่ะนะ.. แอบง่วงหล่ะ.. สัพหงกตลอด..

    ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 11:00 น.       คุณกานต์เล่าให้ฟังถึงเรื่อง ครอบครัว และ เจ๊ (แฟนคุณกานต์)  ว่า

                                    ชีวิตคุณ กานต์ มีขึ้นมีลง.. ตั้งแต่เด็กจนโต.. ไม่น่าเชื่อว่า ทำงานปูนมา

                                    10 ปี แต่คุณกานต์ กลับไม่มีเงินสะสมในบัญชีเลย.. เพราะต้องใช้หนี้

                                    ที่ครอบครัวเอาไปลงทุนแล้วเจ๊ง.. แต่ด้วยความมุ่งมั่นของคุณกานต์

                                    ก็สามารถก้าวมาถึงจุดนี้ได้.. และ มีเจ๊ เป็นคนที่อยู่เคียงข้างมาตลอด..

                                    ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร.. เลวร้ายแค่ไหน?.. ทำให้คุณกานต์

                                    รักเจ๊ และครอบครัวมากๆ.. พอมาถึงจุดนี้นะ..

    ผมรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมต้องการคืออะไร?.. ความรักอย่างเดียวไม่เพียงพอ..

    แต่การยืนหยัดข้างคนที่เรารัก.. ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น.. นี่แหละ..

    สำคัญที่สุด.. ไม่นึกเลยว่าผมจะได้เข้าใจ สัจธรรม นี้จาก.. CEO ของผม..

    ปลึ้มใจโคตรๆ

    ที่ความลึกระดับ 1,500 เมตร..

    เวลา 13:00 น.       ทานข้าวและเดินทางกลับเมืองกาญฯ รู้สึกสบายใจมากๆ

                                    และมั่นใจในความเป็นตัวเองมากขึ้น.. แต่ก็มีคิดถึงเขาบ้างเล็กน้อย

    ที่ความลึกระดับ 1,600 เมตร..

    เวลา 14:00 น.       ถึงร้านหนังสือธรรมะ แถวๆสาย 2-3 ก็แวะซื้อ หนังสือธรรมะ “ตัวกูของกู”

                                    “พุทธวิธีคลายเครียด”, “อภัยทาน” ซึ่งคิดว่ามันคงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรา

                                    รู้สึกดีๆกับชีวิต ได้

    ที่ความลึกระดับ 1,500 เมตร..        

    เวลา 15:00 น.       แวะโลตัส.. จริงๆแล้วอยากหาหนังสือ ธรรมะ ของพระอาจารย์ มิสุโอะ

                                    มาอ่าน เพราะเคยอ่านมานิสๆ คิดว่ามันอ่านง่ายดี.. แต่ไม่มีขายเล๊ยยย..

    ที่ความลึกระดับ 1,500 เมตร..

    เวลา 17:00 น.       ถึงบ้าน.. ก็เริ่มขวักหนังสือ ธรรมะ มาโซโล่ กันเลยทีเดียว..

                                    รู้สึกดีมากๆ.. ขนาดอ่านไปแค่ 2 บท..ทำให้เรารู้สึก ว่า นิพพานทรัพย์

                                    มันน่าค้นหาดีอ่ะ.. และ ก็ทำให้ได้รู้ว่า.. การทำบุญโดยหวังว่า

                                    ชาติหน้าจะได้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้.. ไม่ใช่ วิถีแห่ง พุทธ..

                                    พระเจ้า!!! ทุกตัวอักษร ยิ่งอ่านยิ่งลึกซึ้งอ่ะ..

    ที่ความลึกระดับ 1,500 เมตร..

    เวลา 18:00 น.       ออกไปทานข้าว.. โทรหาเพื่อนคนหนึ่งเพื่อแนะนำหนังสือธรรมะแก่เขา

    เพราะกำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างเหมือนเรา แล้วก็กลับมาดูข่าว..

    จากนั้นก็เขียน สรุปประจำวัน, วันนี้ต้องอยู่คนเดียว..

    เพราะเพื่อนๆไปกินเลี้ยงกัน.. แต่คงอ่านหนังสือ ธรรมะ..

    คงจะทำใจได้ดียิ่งขึ้น..

    ที่ความลึกระดับ 1,500 เมตร..

     

     

     

    SWOT Analysis

     

    Strength:

    1)      ยึดมั่นในความคิดของตัวเองว่า คนที่คู่กับเราคือคนที่จะอยู่เคียง

    ข้างเราทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

     

    Weakness:

    1)      นึกถึงเขา ทุกครั้งที่ผ่านไปยังที่ๆ เราเคยไป เคยใช้เวลากับมัน

    2)      อยู่ในที่เงียบๆ จะคิดถึงเขา

     

    Opportunities:

    1)      อ่านหนังสือธรรมะ

    2)      ทำความเข้าใจกับความรู้สึกของตัวเอง

    3)      หาสิ่งที่สนใจมาทำ

     

    Threats:

    1)      การนึกถึงอดีตอันหวานชื่น

    2)      เปิดดู Space หรือ Hi5 ของเขา

     

    Action Plan:

    1)      โทรคุยกะเพื่อนๆ หลายๆคน เมื่อเหงา

    2)      พยายาม อ่านหนังสือธรรมะ

    3)      ขยันทำงาน อย่าให้ว่าง

     

    คติประจำวันนี้:

                    “ปลอยว่าง.. ถ้ามันไม่ใช่ ก็อย่าฝืน.. มองหาคนที่เขาจะยืนข้างเราดีกว่า..”

    February 11

    Step Forward Day1

    หลังจากที่พบกับความผิดหวังมาตลอด 1อาทิตย์ที่ผ่านมา.. ก็เกิดเรื่องมากมาย.. ที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนจมน้ำ..

    หายใจไม่ออก.. และรู้สึกเหมือนจะเป็นจะตายไปให้ได้ ทุกๆครั้งที่รื้อฟื้นเรื่องเหล่านั้นขึ้นมา..

    ในเมื่อทุกอย่าง.. หลังให้กับเราแล้ว.. วันนี้ก็คงจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี.. ที่จะก้าวเดินต่อไป.. บนโลกอันกว้างใหญ่..

    มาช่วยกันลุ้นนะครับ.. ว่าผมจะดึงตัวเอง ขึ้นมาจากใต้น้ำได้เมื่อไหร่? และยังไง?

    ต่อไปนี้คือบันทึก พัฒนาการของตัวผม.. วิธีคิด.. การตัดสินใจ.. ของผมจนถึงวันที่ผมจะหลุดพ้นเหนือน้ำ..

    และใช้ชีวิตได้อย่างคน ธรรมดาเขาทำกัน..

     

    เป้าหมาย: ลืมทุกอย่างภายใน 1 เดือน

     

    ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 12:30 น.       พยายาม จะนอน.. แต่จิตไม่นิ่ง.. พยายาม พลิกตัวนอนในท่าสะดวก.. เหงื่อแตกหลังแฉะ..

                                    แต่จู่ๆก็เผลอหลับไป..

    ที่ความลึกระดับ 3,000 เมตร..

    เวลา 4:00 น.         สะดุ้งตื่นขึ้นมา.. แล้วก็นอนไม่หลับ.. กระวนกระวายเหงื่อท่วมเต็มหลัง.. รู้สึกเหมือนใจจะขาดเป็นเสี่ยงๆ

                                    คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ.. เผลอหลับบ้างตื่นบ้างจนถึง 6:30 น. เวลาตื่นไปทำงาน ท้องไส้ปั่นป่วน

    ที่ความลึกระดับ 2,800 เมตร

    เวลา 6:40 น.         อาบน้ำแปรงฟัน.. ใจโหว๋งๆ ต้องเปิดข่าว ให้มีเสียงอยู่ตลอดเวลา.. แล้วก็โฟกัส ไปที่เสียงนั่น..

                                    รู้สึกดีขึ้น เล็กน้อย.. เอาหล่ะ.. ต้องออกจากบ้านไปทำงานละ.. รู้สึกหวิวๆตลอดเวลาที่ขี่จักรยานเข้าโรงงาน

                                    “คนมันหายไปไหนกันหมดฟะ.. เหงาว่ะ”

    ที่ความลึกระดับ 2,800 เมตร

    เวลา 7:30 น.         มานั่งทานข้าว เจอพี่ที่บริษัทเลยนั่งทานข้าวร่วมกัน.. ตอนนี้รู้สึกว่าลืม..เรื่องนั้นไปเลย..

    ที่ความลึกระดับ 2,600 เมตร

    เวลา 8:00 น.         มานั่งที่ห้องทำงานอยู่คนเดียว.. รู้สึกหวิวๆอีกละ.. แต่ก็ไม่คิดไรมาก.. เปิดคอมแล้วก็มีเพื่อน พี่ๆและน้องๆ

    เข้ามาทำงานก็พอช่วยประทังไปบ้าง..

    ที่ความลึกระดับ 2,600 เมตร

    เวลา 9:00 น.         ออนไลน์ MSN เปิดดู List รายชื่อ บ่อยมาก.. แม้ว่าเราจะลบเขาออกไปแล้ว แต่ยังพยายามดู..

                                    (เพื่ออะไรฟะตู?... ประสาท) รู้สึกหนาวๆ เอาเสื้อกันหนาวมาใส่.. ดันมีกลิ่นโลชั่นที่เขาใช้..

                                    ตูเหม่อแล้ว.. ตกลงไปในหลุมดักอากาศ..  

    ที่ความลึกระดับ 3,500 เมตร

    เวลา 12:00 น.       ได้คุยกับคนรู้จัก 2-3 คน.. ก็เลยขอคำปรึกษาเรื่องการ ทำใจ.. และขอชื่อหนังสือ ธรรมะ

                                    คงต้องเอา ธรรมะ (ตัวกู ของกู) เข้าช่วยละ.. ไม่งั้นคงไปไม่รอด.. รู้สึกดีขึ้นละ.. ทานข้าวได้หมดห่อ..

    ที่ความลึกระดับ 2,600 เมตร

    เวลา 13:00 น.       ทำงานไปเรื่อย โหว่งๆ เหวงๆ.. แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร รู้สึก ไม่คิดอะไรมาก.. ยกเว้น.. เปิดดู

                                    รายชื่อ MSN ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีชื่อเขาอยู่.. เหมือนเป็นเรื่อง อัตโนมัติ และก็รู้สึกแย่ทุกครั้งที่เปิด

    ที่ความลึกระดับ 3,000 เมตร

    เวลา 14:00 น.       ตอนนี้เบื่อทุกอย่างเลย.. ไม่อยากทำไรแล้ว.. พยายามเดินไปเดินมา.. จนพี่คนนึงสังเกตุเห็น..

                                    ก็เลยไปนั่งระบายกะพี่เขา.. ช่วยได้เยอะ.. ก็กลับมานั่งทำงานต่อ..

    ที่ความลึกระดับ 2,600 เมตร

    เวลา 15:00 น.       ทำงานต่อไป.. แต่ก็ยังเปิด รายชื่อ เอ็มมาดูเป็นระยะๆ.. มันเป็นความเคยชินจริงนะ.. ทุกๆ 15 นาทีเลย..

                                    แล้วก็ได้คุยกะเพื่อน เรื่อง ญี่ปุ่นบ้าง.. เรื่องรถบ้าง.. ความรู้สึกไม่เลวร้ายเท่าไหร่..

    ที่ความลึกระดับ 3,000 เมตร

    เวลา 17:00 น.       นั่งทำงาน.. เริ่มมีสมาธิมากขึ้น.. เพราะต้องส่งงานให้นายวันรุ่งขึ้น.. จะพยายามให้เสร็จภายในวันนี้..

    ที่ความลึกระดับ 2,500 เมตร..

    เวลา 18:00 น.       นั่งสรุปชีวิตประจำวัน

     

     

     

    SWOT Analysis

     

    Strength:

    1)      เวลามีเพื่อนอยู่ด้วยหรือคุยกะเพื่อนจะรู้สึกดีขึ้น

    2)      เวลาทำงาน จะทำให้รู้สึกเฉยๆ

    3)      เวลาที่ปรับความทุกข์กะเพื่อนๆ พี่ๆ.. จะรู้สึกโอเคมาก..

     

    Weakness:

    1)      คิดถึงเขาตลอดเวลา

    2)      กระวนกระวายอยากจะได้เขาคืนกลับมา

    3)      โทดในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำ

    4)      เปิดดู Contact List หาชื่อเขาด้วยความเคยชิน

    5)      แสดงออกถึงความเหนื่อยหน่ายชีวิต (ยิ่งทำให้เรารู้สึกแย่ลง)

    Opportunities:

    1)      พยายามคิดในแง่บวก

    2)      ลืมๆๆๆๆ ความรู้สึกทั้งหลาย

    3)      ลบรูปภาพของเขาออกจากคอมให้หมด.. (ยังไม่กล้า.. ตอนนี้แอบซ่อนไว้)

    4)      ไม่ใส่เสื้อผ้าที่มีกลิ่นตัวเขา (แต่ยังไม่กล้าซัก.. ตอนนี้พยายามไม่ใส่)

    5)      คุยกับเพื่อนๆ กับ พี่ๆ กับทุกคน

    6)      หาแฟนใหม่โดยด่วน

    Threats:

    1)      MSN

    2)      การฟังเพลงอกหักทั้งหลาย

    3)      การคิดถึงภาพเขากับแฟนคนใหม่ sweet กัน

    4)      การมองเห็น mail ของเขา

    5)      การมองเห็นของที่เขาเคยให้เรา

    6)      การได้กลิ่นของเขา

    7)      การเห็นโทรศัพท์ที่ซื้อมาเพื่อคุยกับเขาโดยเฉพาะ

     

    Action Plan:

    1)      โทรคุยกะเพื่อนๆ หลายๆคน เมื่อเหงา

    2)      เก็บของทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาลงกล่อง.. (เก็บไว้ก่อนตอนนี้เราไม่พร้อมที่จะใช้มัน)

    3)      เก็บรูปเก่าๆ ของเขากับเราไปซ่อนให้ไกลๆ

    4)      เลิกเล่น MSN

    5)      พยายาม อ่านหนังสือธรรมะ

    6)      ขยันทำงาน อย่าให้ว่าง

    คติประจำวันนี้:

                    “มองไปข้างหน้า.. รักตัวเองให้มาก.. และ ก้าวเดินต่อไป..”

    February 03

    Light of Rainbow

    ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทย..
    แม้ข้าพเจ้าเองจะไม่ได้ทราบถึงพระราชกรณียกิจที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานมากนัก..
    แต่ช่วงหลังๆก็ได้รับชมจากสารคดี ของพระองค์ท่าน ก็ได้เข้าใจในน้ำพระทัยของพระองค์ท่านมากขึ้น..
     
    ข้าพเจ้ายังไม่เคยได้ลงนามถวายพระพรแก่พระองค์ท่านที่ไหนมาก่อน..
    แต่ความทราบซึ้งในน้ำพระทัยของพระองค์ ช่างเปี่ยมล้น จนข้าพเจ้าอยากจะถ่ายทอด..
    ความรู้สึกเหล่านั้นออกมา.. ที่ไหนซักแห่ง.. ที่ๆข้าพเจ้า จะมีโอกาศ กลับมาทบทวน..
    ระลึกถึง ความรู้สึกเหล่านี้ต่อพระองค์ท่านได้..
     
    ข้าพเจ้าขออำนาจคุณพระศรีรัตนไตรโปรดดลบรรดาลให้พระองค์ทรงสู่สวรรค์ลัย
    และ หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดทั้งปวง ด้วยเทอญฯ
     
    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ..
    ข้าฯพระพุทธเจ้า นายพิศัลย์ ชิตพันธนากร
     
    June 01

    I'll never give up on you

    คนเรามีช่วงเวลาที่อ่อนแอ.. เป็นมะ?.. เป็นเน๊อะ?.. ใครก็เป็นทั้งนั้นแหละเน๊อะ.. ผมก็เคยเป็น..
    ผมเคยคิดว่าสูญเสียสิ่งที่เป็นทุกอย่างของชีวิตไปแล้ว.. แล้วตายไม๊?.. ไม่ตาย.. คิดถึงมันอีกไม๊?..
    คิดถึง.. แล้วอ่อนแออีกไม๊?... ไม่ว่ะ.. เออดีแล้ว.. อ้าว.. แล้วเขียนทำไมเนี่ย?
     
    เนื่องจากช่วงนี้เห็นคนจะเป็นจะตาย กับสิ่งที่กำลังเผชิญ.. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพิ่อน.. เรื่องรัก.. เรื่องสอบ..
    เรื่องงาน.. ฯลฯ.. สาเหตุมันเกิดจากเพื่อนซี้ของคุณ.. Mr.คิดมาก.. เขาจะย่องเข้าประชิดตัวคุณ เวลาคุณอยู่คนเดียว..
    กาดื๊บๆ.. แล้วเขาจะสกิดคุณพร้อมกับกระซิบบอกคุณเรื่องที่ทำให้คุณม่ายสบายใจ.. เช่นๆ.. "จ๊ะเอ๋.. นายๆ.. นายสอบ
    ไม่ผ่านแน่ๆ..ตอนสอบทำไม่ได้เลยนิ..จำด้ายอ๊ะป่ะ?" "นี่.. เธอๆ.. มะกี้กินเค้กใช่ป่ะ?.. อีก 2 วันอ้วนเหมือนหมูแน่ๆเลย..ก๊ากๆๆ"
    "เฮียๆ.. วันก่อนเฮียลืมทำงาน รับรองโนโบนัสแน่ๆปีนี้แน่.. น่าสงสารหว่ะ.. เฮ๊อๆๆ" ดูมั๊น.. พูดแต่ละอย่าง..เครียด.. เซ็ง..
    เหมือนเป็นเสี้ยนตำใจ.. จึ๊กๆๆ.. ให้เจ็บแปล๊บๆที่หัวใจ.. ทุกวินาที.. บางคนถึงกะโดน ท่อนไม้ขนาดใหญ่เสียบคาอก..
    แฮ้งค์เลย.. กินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน.. อึ๋ย..
     
    ทุกคนคิดว่าเราไม่สามารถเลิกคบกะเพื่อนเก่า Mr.คิดมาก คนนี้ได้.. ทั้งๆที่จริงแล้ว Mr.คิดมาก.. มักจะมาป่วนเราตอน..
    1) อยู่คนเดียว.. 2) นั่งว่างๆไม่มีไรทำ.. 3) ฟังเพลงเศร้าๆ.. 4) มองเห็นสิ่งที่ทำให้คิดถึงเรื่องนั้นๆ.. ฯลฯ
    ตอนตูได้รับคำชม มันไม่มา.. ตอนตูรักกะแฟนมาเยี่ยมกันบ้างไม๊? ม่ายมี.. ตอนตูด้ายโบนัสหล่ะ.. ไม่เห็นหัวเลย..
    Mr.คิดมาก มักจะย่องดุ่ยๆมาตอนที่เราไม่ตั้งตัวทั้งน๊าน.. "อ่ะจึ๋ยๆ.. นายๆ..แบบว่า.. บล่าๆๆๆ" แล้วคุณก็จะหน้างอ..
    เหมือนไม่ได้ขับถ่ายมา 8 สัปดาห์.. เย้ยยย..ผมว่าเป็นอะไรที่ง่ายนะ.. ถ้าเราอยากจะเลิกคบกะ Mr. คิดมากเนี่ย..
    แค่ ไม่อยู่คนเดียว.. ทำให้ตัวเองยุ่งๆตลอดเวลา.. ฟังเพลงชาติแทนเพลงเศร้าๆ.. ฯลฯ แต่ทุกคนก็มักจะมองข้ามมันไป..
    และชอบเรียกร้องให้ Mr.คิดมากมาเยี่ยมบ่อยๆ.. แต่ทุกคนก็มักจะปล่อยให้ Mr.คิดมากเอากระเช้าความโศกเศร้ามาเยี่ยมเสมอ..
     
    ผมเลยอยากบอกคุณว่า.. คุณยังมีเพื่อนอีกคนนึงนะ.. ที่ไม่ใช่ Mr.คิดมาก.. เขาชื่อ.. "คุณโจ".. เขาเป็นคนที่จะไม่ทิ้งคุณไปไหน..
    เขาจะย่องเข้าไปในยามที่คุณอยู่คนเดียว.. ก่อน Mr.คิดมาก.. ไปจั๊กจี้คุณ.. ไปตบไหล่คุณเบาๆ.. แล้วกระซิบบอกคุณว่า..
    "นั่งคนเดียวไม่เหงา หรือไงจ๊ะน้อง.. ให้พี่นั่งเป็นเพื่อน เอาม๊า..?" เขาอาจจะไป ยืนกำมือข้างๆคุณ แล้วบอกว่า "กัมบัตตะเน๋..
    (พยายามเข้าน๊า)" หรือไม่ก็จะทำอะไรที่คุณไม่คิดไม่ฝันหลายๆ อย่าง เพื่อสลายความคิดของMr.คิดมากเหล่านั้นออกไป จากใจคุณ..
    เพียงแค่คุณต้องตามหาเขาให้เจอ.. และ ต้องปล่อย Mr. คิดมากมันบ้าไปคนเดียว.. เขาจะบอกให้คุณทำหน้างอ.. ก็อย่าไปสนใจ..
    หรือบอกให้คุณนั่งเหม่อเหมือน เด็กป.3 รอแม่มารับ.. ก็อย่าไปสนใจ.. คุณโจ จะระวังหลังให้คุณเอง.. ส่วนคุณ มองไปข้างหน้าอย่างเดียว..
    สำหรับคุณที่หา คุณโจไม่เจอ.. คุณอาจจะไปหาคุณอี๊ด คุณแอ๊ด คุณโฮ่ง คุณเหมียว ที่คุณไว้ใจเขา.. พวกเขาก็ช่วยได้ดีไม่แพ้ คุณโจ เหมือนกัน..
     
    แต่สำหรับคนที่จะติดต่อ คุณโจ นั้นจะมีค่าให้คำปรึกษา นาทีละ 5 บาท เท่านั้นเอง.. หุหุ..
    September 29

    Earth Calling.. "I Need Your Help"

    วันนี้ไปดู หนังเรื่อง An Inconvinient Truth ที่สกาล่า มา.. เป็นหนังที่ จริงๆแล้วไม่เคยอยู่ในสายตา..
    และก็ไม่เคยได้ยินครับ.. แต่เนื่องจากแพ้กระแส.. ทั้งเพื่อน ทั้งอาจารย์ มาตะล่อมบอกว่าเราว่ามันเป็นหนัง
    ที่โคตร เจ๋ง.. ก็เลยต้องไปดู.. พอดูจบก็ถึงกับ เดินออกมาด้วยความภูมิใจ.. เออเป็น 100 บาท กะ 2 ชม.
    ที่มีคุณค่าจริงๆ..

    ผมรีบวิ่งจาก สยามพาราก้อนมุ่งตรงมาที่ สกาล่า เนื่องจากเลยเวลาฉายมาแล้วกว่า 5 นาที..
    "ทำไมคนเยอะอย่างงี้วะ.. จะได้ดูทันไม๊เนี่ย?"  เฮ้ยหิวว่ะ.. แวะซื้อน้ำกะขนมปังมารองท้องก่อน..
    พอไปถึง.. ปั๊บ.. ตั้งแต่วินาทีที่เดินเข้าสกาล่า.. มันวูบเข้าไปอยู่ในยุค 90s ทันที.. เห็นภาพตัวเอง
    แต่งตัวเสื้อยืดยีนส์  หลวมๆ หัวเกรียนๆ.. ใส่รองเท้าหุ้มข้อ.. โอ้พระเจ้า..  บรรยากาศได้มากๆ..
    การจองตั๋วเป็นแบบ.. ใช้กระดาษตีตาราง.. แบ่งแปลงที่นั่งเป็น 2 ส่วน ด้านล่าง 100 ด้านบน
    120..
    (
    ถ้าเป็นยุคผมจริงๆจะแบ่ง 4 ตอน.. ล่างสุด 40 50 60 80 แพงสุด..) จุดขายอยู่ 2 ช่อง ด้านขวา
    ซื้อตั๋วของรอบปัจจุบัน.. ด้านซ้ายจองรอบถัดไป.. ตั๋วเป็นแบบ original แบบเดิม.. แบบที่ผมเคยซื้อ.. 
    เมื่อสมัยอยู่ ม.3 ยังไงยังงั้น.. ผมเดินเข้าโรง.. คนเก็บตัวใส่เสื้อ โค้ทสีเหลือง เหมือนเดิม.. แก่ๆเดิมๆ..
    (ขอโทดนะลุงขายตั๋ว.. แค่อยากบรรยายบรรยากาศ อ่ะ.. ไม่ได้ว่า.. ว่าลุงแก่นะครับ.. แหะๆ..)
    พอเดินเข้าไปในโรง.. โห.. คลาสิกมากๆ.. แม่งเหมือนเดิมทู๊กกก อย่าง..  คนนำทางแก่ๆ.. ไฟฉายสังกะสี
    ใสปิ๊ง.. ที่ฉายพื้นแล้วมองทางไม่เห็น.. ถ่านอ่อนโคตรๆ.. ไม่รู้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมาลุงเขามีเปลี่ยนหลอด
    บ้างเปล่าเนี่ย?.. อีกเรื่องที่เด็ดไม่แพ้กัน.. คุณจำที่นั่งดูหนังสมัยก่อนได้มะ??.. พอถึงที่นั่ง.. นั่งลงไปปุ๊บ..
    เบาะมันยวบลงไปเลย.. พอพิงพนักแม่งเอนลงไปชนเข่าคนข้างหลัง.. ป๊าบบ.. โอ้ว.. คลาสิคสุดๆ.. ผมนั่งเนียน
    กินขนมปังหงุบหงับๆ.. และแล้วก็มีพวกมาสาย.. มันเดินผ่านด้านหลังผม.. จะรู้สึกได้เลยว่าเขาผลักเบาะเรา..
    เพื่อพยายามแทรกตัวไปยังที่นั่งตรงกลางโน่นนนน... เวร.. วันหลังรู้ว่านั่งในก็หัดมาก่อนเวลาหน่อยสิฟะ!!..
    ผมไม่ได้หงุดหงิดนะ.. ฮาแอบยิ้มอยู่คนเดียวด้วยซ้ำ.. ชอบๆ.. ไว้ว่างๆจะชวนเพื่อนมารำลึกความหลังดูหนัง
    ที่นี่อีก.. ขอบอกคลาสสิคมากกกกกก..

    ผมลืมบอกไปว่า ผมไปดูคนเดียว.. ผมพอรู้อยู่บ้างว่า หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ คุณ Al Gore (คนที่ลงแข่งชิงตำแหน่ง
    ประธานาธิบดีสหรัฐกับ จอร์ช ดับยู บุช) และเป็นหนังเกี่ยวกับ สภาวะโลกร้อน หรือ ปฏิกริยาเรือนกระจก
    หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Global warming หนังเปิดตัวมาเป็นสวนที่ไหนซักแห่ง อัล กอร์ก็สาธยายบรรยากาศ
    ไปเรื่อย.. และบอกว่าอย่าจะเก็บสถานที่เหล่านี้ไว้ให้ลูกให้หลาน.. จากนั้นก็ตัดไปที่ห้องสัมนา.. เขาก็อธิบาย
    เชิงวิชาการ ผสมฮา.. งัดข้อมูลทางสถิติ และ รูปภาพของภูเขาสูงๆที่ปรกติจะมีน้ำแข็งปกคลุม เหมือนหลาย 10 ปี
    ก่อนแต่ปรากฎว่า.. พอถ่ายรูปปัจจุบัน ณ. จุดเดิม.. น้ำแข็งหรือหิมะ หายไป 90% เห็นจะได้.. ใจหายครับ
    เฮ้ยอะไรวะ??.. มันขนาดนี้เลยเหรอ?.. ซักพักเขาก็ตัดไปที่ เนื้อเรื่องชีวิต ของ อัล กอร์ สมัยยังเป็นหนุ่มได้รับ
    การฝึกฝนมาจากใคร.. ชอบวิชาไหน??.. แล้วมาสน Topic นี้ได้ยังไง.. พอเราหายเครียดปั๊บ มันก็ตัดมาที่ห้อง
    สัมนา.. เขาก็โชว์ข้อมูลและกราฟ ต่างๆที่น่าตกใจ.. โอ้พระเจ้า.. มายก๊อดดดด.. โอ้วว.. คุณจะคิดอยู่ใน
    สมองได้ไม่กี่คำหรอก.. เพราะมั่วแต่ตะลึง.. พอเห็นว่าเราเริ่มเครียดปั๊บ.. เขาก็จะตัดมาที่เนื่องเรื่องชีวิตของ อัล กอร์
    อีก.. สลับไปสลับมาเรื่อยๆ.. ทำให้มันเป็นการดู สารคดีที่ไม่น่าเบื่อดี.. จุดไคล์เม็กซ์ อยู่ที่.. มีนักวิทยาศาสตร์ทำ
    การวิจัยเรื่องสภาวะเรือนกระจก และกล่าวในรายงานว่าเป็นเกิดจากมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีการให้
    เงินปิดปากนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นและให้พวกเขาแก้ไขรายงาน.. และรับรองว่าโลกของเรายังไม่ถึงขั้นวิกฤษ..
     ซึ่งโรงงานก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตไปได้อีกโดยที่ไม่ต้องเพิ่มต้นทุนในการกำจัดมลพิษ.. โอ้วพระเจ้า.. ทำไม..
    ทำไม.. ทำมายยยย..  ทำไมมีแต่คนเห็นแก่ตัวแล้วคำถามต่างๆ ก็จะรุมเร้ามาที่คุณว่า.. 1 ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลง
    อะไรให้โลกของเราได้บ้าง???.. กอร์ออกเดินทางรอบโลกเพื่อไป สัมนาให้คนประเทศต่างๆได้รู้ถึงเรื่องสภาวะ
    โลกร้อน.. ซึ่งย้ำทุกครั้งที่เขาให้การสัมนาว่า.. ถ้ายังไม่มีใครทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้.. อีก 40-50 ปี ข้างหน้า
    จะเกิดน้ำท่วมโลกแน่นอน.. แล้วเขาก็งัดภาพที่ขั้วโลกใต้ในอดีต กับปัจจุบันมาเปรียบเทียบให้ดู.. ปรากฎว่า มัน
    แหว่งไปส่วน 1 แล้ว.. ซึ่งนั่นยังไม่เท่าไหร่เปรียบเทียบกับ การเกิดแอ่งน้ำบนฝืนน้ำแข็งบนขั้วโลกใต้.. เพราะว่า
    มันคือการทำให้แผ่นดินน้ำแข็งแตกและละลาย จนทำให้เกิดน้ำนองไปทั่วมหาสมุทร.. เมื่อมันไปที่ มหาสมุทรก็
    จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น.. เมื่อสูงขึ้น.. พื้นที่ที่เป็นดินของคนก็จะจมอยู่ใต้น้ำ.. หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่า..
    น้ำท่วมโลกหนังทำท่าจะจบแบบโหดร้ายที่จะทำให้พวกเรากลับไปนอนร้องไห้รอวันตาย.. แต่อย่างว่า..
    คนอเมริกันมันฉลาด.. มันมีทางออกเสมอ.. เขาก็แนะนำ 7-8 วิธีเพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศ.. แล้วก็จบ
    ด้วยประโยคแบบฮีโร่ อย่าลืมนะครับ.. อนาคตอยู่ในมือของพวกท่าน!!!” พอดูจบ.. ผมนั่งคิดถึงเรื่องการนำ
    ข่าวสารนี้ไปบอกต่อ ชาวโลก.. แล้วค่อยๆลุกเดินออกจากโรงหนัง..
     
    ทุกอย่างในโรงหนังดูมืดสนิท.. มีเพียงแสงสว่างเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่ประตูทางออกที่พวกเราในโรงกำลังเดิน
    ออกมา.. ฉายสาดส่องมาที่ตัวผมและคนอื่นๆในโรง.. เหมือนจะอวยพรให้พวกเราออกไป.. ทำหน้าที่....
    เพื่อช่วยกันเปิดมุมมองความคิด..  เกี่ยวมหันตภัยนี้โดยเร็ว.. จึงเป็นที่มาขอบทความอันไม่ค่อยจะได้ความนี้..
    ซึ่งผมรู้แล้วหล่ะ.. ว่าผมต้องทำอะไรบ้าง??? เพื่อช่วย save the world แล้วคุณหล่ะ.. อยากรู้เปล่า???..
    ถ้าอยากรู้..  จงไปดูหนังเรื่องนี้.. An Inconvinient Truth และเข้าไปดู เว๊บนี้ www.climatecrisis.net
    แล้วเรามาเป็นส่วนหนึ่ง.. ส่วนน้อยที่มีคุณค่า.. มาพิทักษ์ โลกกัน.. เราจะรอ..
    July 31

    Something That You Really Want..

    คุณเคยเป็นเปล่า??.. แบบ.. มีอยู่วันนึงคุณไปเจออะไรที่มันสุดยอดดดดดด.. โอ้วว.. อยากได้มากก..
    ไอนี่แหละ.. มันคือสิ่งที่ผมหามานานแล้ว.. ผมจะซื้อหรือหามันมาให้ได้.. แต่เอาเข้าจริงๆ.. คุณก็ครอบครอง
    มันไม่ได้.. อาจจะเพราะพ่อแม่คุณคิดว่ามันเป็นของสิ้นเปลือง.. หรือตัวคุณเองในขณะนั้นไม่มีเงินเพียงพอที่จะซื้อ
    หามันมาครอบครองได้.. แล้วคุณก็เศร้า.. กินข้าวไม่ลงไป 7-8วัน.. และแล้วพ่อแม่คุณอาจจะใจอ่อนซื้อให้
    หรือไม่ก็อาจมีเหตุการณ์แปลกๆ.. แบบที่ว่าคุณบังเอิญสะสมสติกเกอร์ได้ครบเล่มและเอาไปแลกสิ่งที่คุณอยากได้มา..
    จนได้.. ทุกคนต้องมีเรื่องราวแบบนี้แน่ๆ.. ผมเชื่ออย่างนั้น..
     
    ผมไม่อยากจะคุยเลยว่า.. ตอนเด็กๆถ้าผมอยากได้อะไรผมก็มักจะได้ในสิ่งนั้น.. ไม่ใช่ไสย์ศาสตร์ หรืออะไรทั้งนั้น..
    ฝีมือล้วนๆครับ.. ผมมีวิธีการจัดการผู้ปกครองอย่างดี.. เริ่มจากแผน A ผมเรียกมันว่า "กระบวนท่า บิด จิก ดะ"..
    พอผมอยากได้อะไร.. ผมจะไปอยู่ข้างๆม๊าผม.. แล้วก็บอก.. "ม๊าาาาาาา อยากได้... อ่าาา"แล้วก็เริ่มบิดไปบิดมา..
    เหมือนเป็นโปลิโอ.. ส่งสายตาอ้อนวอนสุดๆ.. "น๊าาาม๊าา..น๊าาาาา..." แล้วเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?..
    ม๊าจะใจอ่อนซื้อให้น่ะหรือครับ??.. เปล่าเลย.. ได้มะเหงกม๊ากลับมาน่ะซิ.. "โอ๊ยยย.." ง่ะ?? "ไปเลย..
    กลับไปอ่านหนังสือไป๊.." หึ!! แผน A พลาด.. แต่เราต้องไม่ยอมแพ้ครับ..เพราะของสิ่งนั้นผมอยากได้มากๆ..
    ผมต้องพยายามมากกว่านี้.. ต้องวิเคราะห์สถานการณ์ให้ดี.. ตอนนั้นม๊าอาจจะอารมณ์ไม่ดีก็ได้.. ต้องรอจังหวะครับ..
    พอม๊าว่างๆเริ่มหยิบหนังสือ.. หรือฟังเพลง.. ผมจะกลับมาม้วนต้วนอีกครั้ง.. แผน B.."กระบวนท่า ม้วนต้วนออน
    เดอะร๊อค.."ผมจะเอาตัวเองไปม้วนต้วนบนตัวม๊าอย่างเมามันส์.. เอาหน้าเข้าไปถูไถที่ไหล่.. หลัง.. และลำคอ..
    เอ้า..นั่น..ไถเข้า.. ให้มันดังเอี๊ยดอ๊าดได้ยิ่งดี..ให้แข็งๆของม๊าอ่อนลง.. เขย่าแขนเขย่าขาไปด้วย.. อ่ะ..
    บิดไปด้วย.. ง๊องแง๊งไปด้วย.. "ม๊าาาอ่าาา.. อยากได้.. ซื้อห้ายหน่อยยยน๊าาาา.. ม๊าา น๊าาาาๆๆ.."
    ต้องทำเสียงยานๆ.. ส่วนใหญ่ม๊าผมจะใจอ่อนที่จุดนี้แหละ.. ว่ะอ่ะๆๆ หวานหมูตู้ๆ.. แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ผลนะ..
    กลยุทธสุดท้าย.. ที่ผมงัดมาใช้.. ในกรณีที่ม๊าใจแข็งดั่งหินผา กา ดาบ.. ต้องนี่เลยครับ.. แผน C "กระบวนท่า..
    ฉลาดซัง.." อย่าเข้าใจผิดว่าผมจะไปอ่านหนังสือให้สอบได้ที่ 1 เพื่อมาต่อรองขอของสิ่งนั้นเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน.. ผมไม่ใช่เด็ก
    สมาร์ทขนาดนั้น.. มันคือการ "อดข้าว"(แบบคุณ ฉลาด วรฉัตร)ตะหาก.. อยู่โรงเรียนโอ๊ยโคตรแฮปปี้ยิ้มร่าเริงเล่นกะ
    เพื่อนๆ.. แต่พอเข้าบ้าน.. ต้องทำหน้าเหม็นเยี่ยวแมว..เดินเข้าไปนั่งทำการบ้าน.. นิ่งๆ.. ท้องร้องเท่าไหร่ก็ต้องทน..
    ทำการบ้านไป..ทำให้เราดูมีความรับผิดชอบ..จนแม่มาถาม "อ้าวเห็นข้าวอยู่บนโต๊ะ กินข้าวยัง?" เราก็ต้องทำหน้าตาแบบ
    กรูม่ายเอาอะไรกะโลกนี้แล้ว.. แล้วหันไปตอบว่า "ม่ายอ่ะม๊า.. ม่ายหิว.."แบบอ่อยๆ.. ม๊าก็จะถาม "อ้าวไปกินที่ไหน
    มาไม่หิว..??"ผมก็ตอบว่า"อยากได้.. จนกินอะไรไม่ลง.." แล้วม๊าก็ด่ามาเป็นชุด.. ผมนิ่ง.. แล้วทำการบ้านไป..
    ห้ามต่อล้อต่อเถียงเด็ดขาด..แล้วก็ทำหน้าเหม็นเยี่ยวแมวต่อไป.. ทำอย่างนี้ซัก 3-4 วัน.. ม๊าผมก็จะยอมไปเอง..ว่ะอ่ะๆๆ..
     
    นั่นคือเหตุการณ์เมื่อตอนผมเป็นเด็ก.. มาถึงบรรทัดนี้เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้เลยเหรอเนี่ย??.. ถ้าเราเป็นพ่อแม่เอง..
    เราจะรู้สึกยังไงหว่า?.. บาปกรรมจริงๆ.. ขอโต๊ดค้าบบ ป๊าาา ม๊าา.. จะไม่ทำอีกแล้วครับ.. และจิงๆนะ..ผมไม่เคย
    กลับไปทำแบบนั้นอีกเลยนะพอโตมาเนี่ย.. (คุณลองจิตนาการผู้ชายวัยกลางคน กลิ้งไปบนตัวแม่ดิ.. โห..ถ้าทำนี่..
    มียางอายไม๊นั่น??)กลับกันนะผมจะตื้อม๊าให้ออกไปช็อบปิ้งด้วยกันแทน.. แล้วก็จะให้ม๊าซื้อของเยอะ.. ผมจ่ายเอง..
    แต่ม๊าก็จะไม่เคยซื้อเล๊ย.. อย่างงี้แหละครับม๊าผม.. ประหยัดทุกอย่าง.. ชีวิตคนฐานะ Simiร่ำรวย.. ดีใจจังที่เรามี
    แม่แบบที่ดี.. บางครั้งผมจะซื้ออะไร.. ผมก็จะเอาม๊าตัวเองเป็นต้นแบบเสมอ.. จำได้ครั้งนึง.. ม๊าสอนผมตอนที่ไป เจเจ
    ด้วยกัน.. แกเห็นเสื้อตัวนึงสวยมากกก.. แกก็ไปลอง.. โหชอบใจใหญ่เลยนะ.. ก็ถามเจ้าของร้านว่าเท่าไหร่?..
    พอได้ราคามาถึงกับหง๋ายหลัง..ทั้งๆที่ผมก็จ่ายได้..แต่ม๊าก็บอกว่ามันแพงไป.. เธอทำการต่อรองราคา.. ม๊าผมชอบ
    นโยบายรัฐบาลครับ.."หาร2" เจ้าของร้านมองหน้า กำมือแน่น..ประมาณว่ากูอยากต่อยมึงให้ตายคาร้าน.. ม๊าผมไม่
    สบตา.. ก็ดูเสื้อไป.. เจ้าของร้านบอกว่าไม่ได้.. ม๊าก็เดินออกทันที..เดินออกมา.. ผมยังงงเกิดอะไรขึ้น..
    "ม๊าา?? อ้าวก็อยากได้ไม่ใช่เหรอ?" ม๊าบอก "ช่าย.." "แล้วไปต่อเขา..ครึ่งต่อครึ่งเนี่ยนะ??" แล้วเขาจะให้ไม๊?..
    ผมคิด "ก็ถ้าได้ก็เอา.. ไม่ได้ก็ไม่เอา"ผมงง"ตกลงม๊าอยากได้รึเปล่าเนี่ย?" "อยาก.." เอ๋า?.. ผมงง?เพราะผมมัก
    จะได้รับบทเรียนเสมอว่าถ้าไม่ซื้อตอนนี้แล้ว ผมอาจจะไม่ได้พบกับของสิ่งนั้นอีกเลย.. ผมเลยมักจะซื้อทุกอย่างที่ผมอยากได้ไว้ก่อน..
    "แล้วม๊าไม่เสียดายเหรอ?" ม๊าก็หันมาทำหน้าเฉยๆ "ก็เสียดาย.." "แล้วไม่กลัวมันจะหมดเหรอ??" ม๊าผมก็เดินไปจับเสื้อ
    อีกร้าน "หมดเหรอ?.. ก็ดีจะได้ไม่ต้องซื้อ??" ตกลงเจ๊แกอยากได้จริงรึเปล่าเนี่ย? ม๊าผมเสริมต่อ "ของพวกเนี่ยนะลูกเอ๊ย..
    มันมีเยอะแยะไปหมด.. ใช้ยังไงซักวันมันก็ตกยุค.. มันจะใช้ได้ซักกี่ครั้งกัน?.. ตอนแรกๆเราก็ต้องอยากได้เพราะมันเพิ่งมา..
    แต่พอมันเก่า..เราก็ต้องทิ้ง" อืมจริงนะ.. "ม๊าไม่เสียดายที่ปล่อยมันไปว่างั้น?" ผมถาม.. "ไม่เลย.. เดี๋ยวอาทิตย์หน้า
    ก็มีของใหม่ๆออกมาอีก"แล้วม๊าผมก็เดินไปอีกร้าน.. "อ้าว.. แล้วถ้าคิดอย่างม๊า.. ม๊าก็จะได้แต่ของเกรดต่ำสุดอ่ะดิ" ม๊าหัน
    มาหาผม "ใครบอก.. นึกว่าม๊าต่ออย่างนี้แล้วไม่มีคนคิดจะขายเหรอ? น้อยๆหน่อย.." ผมตกใจ.. ม๊ายืดอกเล่า "ม๊าดูของ
    เป็นนะเฟ้ย.. ตอนม๊ายังสาวม๊าก็ใช้เงินตามที่มี.. แต่พอมีลูกแล้วเนี่ย.. ม๊าก็คิดว่าอะไรที่ไม่จำเป็นตัดได้ก็.. ต้องตัดออกไป..
    ไม่ให้ความอยากมาทำให้ลูกๆอด.." ม๊ายิ้มมองหน้าผม "ก็มีนะที่คนขายเขาลดให้น่ะ.. และมันก็เป็นสิ่งที่ม๊าอยากมากๆน่ะ.."
    ผมเริ่มคิดตาม "มิน่าม๊า ไม่ค่อยมีเสื้อสวยๆใส่เลยเน๊อะ??" "อ้าว.. แล้วที่ม๊าใส่อยู่นี่มันไม่สวยหรือไง?"ผมมองไปที่เสื้อม๊า
    "ก็สวยนะ.. แต่ตัวนี้ใส่มาตั้งหลายปีแล้วอ่ะ" ม๊าก็หันมาแล้วตอบว่า "กี่ปีไม่เห็นสำคัญเลย.. ก็ม๊าชอบนี่..และม๊าก็ต่อแบบ
    เมื่อกี้นี้แหละ.."โอ้วว นี่น่ะหรือ?? ตัวที่ต่อคนขายราคาครึ่งต่อครึ่ง??.. โอ้วน่าเก็บไว้บนหิ้งบูชายิ่งนัก..ชี ทำได้อย่างไร??..
     
    วันนั้นกลับมาถึงบ้านผมก็มานั่งคิดว่าทำไมมันต้องเป็นแบบนั้นอ่ะ?.. ผู้หญิงคนนึงต้องฝืนใจเก็บหอมรอมริบซื้อของโดยการต่อราคา
    แปลกๆ.. ผมมักจะคิดว่า.. อยากได้อะไรต้องได้เดี๋ยวนั้น.. มิฉะนั้นเราจะสูญเสียมันไปตลอดชีวิต.. แต่แล้วมาคิดอีกที..
    การที่เราอยากได้แล้วได้ของสิ่งนั้น.. กลับทำให้แม่ของเราต้องอดซื้อของที่ตัวเองอยากได้.. ม๊าเราปล่อยไปซะงั้น?.. เพื่อใคร?..
    "เพื่อเรา.."ภาพสารพัดกระบวนท่า ที่ผมงัดมาใช้ตื้อม๊าจู่ก็วูบขึ้นมา.. ผมจึงได้คิด..ว่า.. ตอนนั้นม๊าคงลำบากมาก..
    เพราะอย่างที่ผมบอก.. บ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอะไร.. มีฐานะปานกลางและมีพี่น้องร่วมสายเลือดรวมกัน 5คน.. ม๊าผมคงต้อง
    ดูค่าใช้จ่าย.. แบ่งเงินให้ลูกๆใช้อย่างเท่าๆกัน..และเมื่อผมอยากได้อะไรขึ้นมา.. เงินส่วนที่เกินมานั้นก็คงต้องเป็นเงินของม๊า..
    หรือของใครซักคนในบ้าน.. แต่ผมเชื่อว่าต้องเป็นของม๊าแน่ๆ.. ม๊าผมไม่เคยทวงหรืออยากได้อะไรจากผมเลย.. ผมทำงาน
    ทำการมีเงินเยอะแยะก็อยากเอามาให้ม๊าใช้.. แต่ม๊าผมก็ไม่เคยจะเอามันไปใช้เลย.. และบอกให้ผมเก็บเงินไว้ใช้เองอีก..
    นี่มันอะไรกันเนี่ย?.. ถึงตรงนี้พวกเราหลายๆคนอาจจะเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกะผม.. คงยิ้มแก้มปริภูมิใจกับวีรกรรมของ
    ม๊าผมและหวนกลับไปนึกถึงวีรกรรมของแม่ตัวเองกันใหญ่.. ผมบอกได้เลยครับว่าตอนนี้สิ่งนึงที่ผมอยากได้เหลือเกิน.. อยากได้
    มากๆ.. "ผมอยากเห็นหม่าม๊าของผมแข็งแรง และมีความสุขมากๆในวันแม่ ที่จะถึงนี้ครับ.." โดยที่ไม่ต้องใช้แผน A-C..
    ผมรู้อยู่แล้วว่าจะต้องทำอะไร?ในวันแม่ที่จะถึงนี้.. เพื่อให้สิ่งที่ผมอยากได้เป็นจริงขึ้นมา..
    "แล้วคุณหล่ะ?มีอะไรที่อยากได้มากๆไม๊?"
    July 17

    Blooming Sakura

    วานก่อนผมฝันว่าได้ไปเยือนดินแดนแห่ง "ดอกซากุระบานสะพรั่ง" ผมใฝ่ฝันมานานแล้วว่าจะได้หิ้วเสื่อ..
    หอบตะกร้าปิ๊คนิคที่ใส่อาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นสปาเก๊ตตี้, ครัวซองแซนวิช หรือ ข้าวแกงกะหรี่.. แน่นอนทั้งหมด
    ต้องเป็นฝีมือการปรุงอาหารอันสุดยอดของผมเอง..อิอิ.. ยังมีอีก..ผมเตรียมเครื่องดื่มอุ่นๆ ไปนั่งชม "ดอกซากุระ" กะ
    เขาด้วยนะ.. เอ..งานนี้คงจะต้องขอดื่มชา.. Premium Gold ของ Mark & Spencer หล่ะนะ.. ขอนอกใจ PG-Tips ซักวัน
    น่า..นะ.. อย่าว่ากันเลย.. นอกจากนั้นผมยังหอบกีร์ต้า และ สมุดบันทึกเล่มเก่าๆเล่มนึงของผมติดมาด้วย..
    ผมฝันว่าเดินหอบทุกอย่างเดินไปเรื่อยๆ.. จนเข้าไปถึงดินแดนซากุระ.. มีแต่คนญี่ปุ่นเต็มไปหมดเลย..
    โอววว... ซะ.. ซา..กุระ.. สวยจัง.. ผมเดินไปเรื่อยๆ.. คนที่นั่งอยู่ใต้ต้นซากุระมองผมแปลกๆแต่ผมไม่แคร์..
    ผมแหงนมองไป ชม ดอกซากุระเบ่งบานดอกแล้วดอกเล่า.. มันช่างสวยงามอะไรเช่นนี้เนี่ย..
    โดยที่ไม่รู้ตัวผมเริ่มหลงใหลในความงดงามของ "ดอกซากุระ" มากขึ้นเรื่อยๆ.. ก็มันสะพรั่งไปหมด..
    ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยอ่ะ.. มันเบ่งบานไปทุกๆที่ เหมือนจะประดับให้ถนนเก่าๆ หรือแม้กระทั่งตึกโทรมๆ..
    ดูชมพูขาว.. ดูมีชีวิตชีวาไปหมด.. ทุกๆย่างก้าวที่ผมเดินไปบนถนนเส้นนั้น.. ผมยิ้มไม่หุบเลย.. เหมือนเด็กขี้มูกโป่ง..
    เดินถืออมยิ้มจูงมือพ่อแม่เข้าไปแดนเนรมิตร ยังไงยังงั้น..
    เพราะผมไม่ใช่คนญี่ปุ่นที่จะได้มีโอกาศได้สัมผัสกับบรรยากาศ "การชมดอกซากุระบาน" ได้ทุกๆปี..
    มันจึงเป็นเหมือนความฝันที่ทำให้ผมได้บรรลุ อะไรซักอย่างที่แบบว่า..  ว้าวววว มันสุดยอดมากๆ..
    ผมยังคงเดินหอบอุปกรณ์ทั้งหมดที่มันพาดไปพาดมาบนตัวเดินเข้าไปหา ต้นซากุระซักต้นอย่างทุลักทุเล..
    ต้นแล้วต้นเล่า.. เดินไปเรื่อยๆ.. ก็ไม่มีที่ว่างสำหรับผมเล๊ย.. เอ.. ทำไมหาทำเลดีๆเพื่อนั่งชมซากุระมันหายากจัง..
    จังหวะนั้นที่กำลังเมื่อยสุดๆ.. ผมบิดคอแก้เมื่อย.. ก็หันไปเจอ.. "ต้นซากุระ" ต้นหนึ่ง.. ที่ไม่มีคนนั่งอยู่เลย..
    เอ๋.. ทำไมหล่ะ?.. งงๆ แต่พอแหงนไปมองก็รู้เลยว่าทำไมไม่มีคนนั่ง.. ก็เพราะมันไม่ค่อยมีดอกเบ่งบานเลยอ่ะ..
    แถมมีสำภาระของใครไม่รู้วางเอาไว้.. ผมหันซ้าย หันขวา.. เอ.. มันของใครหล่ะนี่?.. คงมีคนนั่งอยู่แล้ว..
    กำลังคิดว่าจะเดินไปหาต้นถัดไป.. แต่ก็นะ.. มองไปข้างหน้ายาวไปโน่นก็มีแต่คนนั่งเต็มไปหมด.. ถ้าผมไม่นั่งตรงนี้..
    มันไม่มีที่แล้วอ่ะ.. ดูเหมือนพระเจ้าจะบังคับผมนิสๆว่าต้องไปนั่งตรงนี้นะ.. ก็ด้ายว๊า.. เอาไว้ถ้าเจ้าของมาค่อยลุกละกัน..
    ผมค่อยๆวางสัมภาระ แล้วก็ยืดเส้นยืดสาย.. บิดซ้ายที.. ขวาที.. โอย.... เมื่อยๆๆๆๆ... อ๊า...... เอาหล่ะ..
    ปูเสื่อดีก่า.. เอ๋แปลกดี เหมือนรากไม้มันแหวกเป็นที่นั่ง.. พอปูเสื่อเสร็จผมก็ลองนั่งดู..
    เอ.. เข้าท่าแหะ.. เอนหลังพิงได้พอดีเลย.. เข้ารูปตูดนั่งสบายพอดี..(เอากะผมหน่อยนะ.. มันเป็นความฝันน่ะ..)
    ผมก็เริ่มเอากีร์ต้าตัวโปรดออกมาจะร้องเพลง.. เอ.. ร้องเพลงอารายดีหว่า.. แต่วันนี้ เหมือนได้เจออะไรใหม่ๆ..
    ก็ร้องเพลง Happy Birth Day แล้วกัน.. ก็ร้องๆไป.. จากนั้นผมก็บรรเลงเพลง อื่นๆไปเรื่อยๆ..
    ยิ่งร้องยิ่งมันส์.. เพราะบรรยากาศมันได้มากๆเลย.. แม้ว่าต้นซากุระต้นนี้มันจะไม่เบ่งบานเหมือนต้นอื่นๆ..
    แต่นั่งตรงนี้ผมก็ relax ดีอ่ะ.. ร้องไปซักพักเริ่มคอแห้ง.. หิวด้วย.. ก็เลยเอาน้ำชากะอาหารสารพัดออกมากิน..
    เพื่อประทังความหิว.. ผมนั่งกินไปชมซากุระไป.. มองดู Detail ทุกอย่าง, อย่างละเอียด..
    "ทำไมดอกมันไม่บานเหมือนต้นอื่นวะ?".. เริ่มเย็นแล้ว.. อ้าวทำไมตูยังไม่ตื่นจากความฝันหล่ะ..
    เอ๋า.. ก็ต้องอยู่ตรงนี้ต่ออ่ะดิ.. แล้วจะไปนอนตรงไหนดีเนี่ย?.. โรงแรมในโตเกียวมันแพงง่ะ..
    (ทำไมฝันได้เหมือนจิงขนาดนี้เนี่ย? แห่ะๆๆ..) ผมเลยค่อยๆงอขาชิดลำตัวเอาแขนพาดกอดตัวเองแล้วเอนตัว
    ลงนอน.. หน๊าวหนาว.. แต่ก็ค่อยๆเผลอหลับไป..
    ผมรู้สึกอุ่นๆ.. และเหมือนมีแสงอะไรมาทิ่มตา.. โอยยย.. กี่โมงกี่ยามแล้วเนี่ย?.. ผมเริ่มบิดตัวไปมา..
    เฮ้ย..อะไรวะ.. ผมรู้ว่าสัมผัสไปโดนตัวอะไรซักอย่างเต็มตัวไปหมด.. ด้วยความตกใจจึงรีบลืมตาขึ้น.. โอ๊ยยยย..
    แสบตา.. แสงอาทิตย์พุ่งเขาแยงตาจนมองอะไรไม่เห็นไปชั่วขณะ.. ผมลุกขึ้นนั่งเอามือปัดๆๆ ออก.. ในใจก็คิด..
    "อ๊ากกกๆๆๆๆ กาจั๊วๆๆๆๆ เป็นพันๆตัว..โอยยยมารุมแดกกรูในฝันเลยยยย.. อ๊า??..." พอเลนส์ม่านตาปรับชัดขึ้น..
    ผมจึงค่อยๆหยุดปัด.. แล้วหยิบสิ่งที่ห่อหุ้มตัวผมขึ้นมา 1 ชิ้น.. มันคือ.. ดอกซากุระ สีชมพู.. พอมองไปบนตัวผม..
    มันคือดอกซากุระเป็นร้อยๆดอก.. วางพูนๆบนตัวผม.. เหมือนเป็นผ้านวม.. ที่ให้ความอบอุ่นกับผมซะงั้น..
    "เฮ้ย.. นี่.. มัน.. ซากุระ.. ผีสิงเปล่าวะ??..." ผมขมวดคิ้วทั้ง 2 ข้างมาชิดกัน.. แล้วเอามือเกาหัวตัวเอง.. หันซ้าย..
    หันขวา.. ไม่มีใครนี่หว่า?.. แล้วค่อยๆมองขึ้นไปด้านบนต้น.. ไล่ไปตามกิ่งก้านสาขา.. "อ้าวเฮ้ย.. อารายวะเนี่ย?.. "
    สิ่งที่ผมเห็นคือ..ทุกกิ่งด้านที่ผมนอน.. ดอกที่บานแล้วมันหายหมดเลย.. ผมก็ก้มมองลงมาบนตัวผม..
    "อ้าว..อ่อ..อืม..เอ??" จากบนตกลงล่างอืม.. "แรงโน้มถ่วง.. ช่ายแล้ว.. กาลิเลโอ.." ผมขี้เกียจหาสาเหตุว่าเกิดอะไร
    ขึ้น.. แม้จะงงๆว่ามันมายังไงหว่า??.. เพราะมีสิ่งที่มันสำคัญกว่า.. นั่นก็คือผมหิวแล้ว.. ผมค่อยๆลุกขึ้น.. มองไปบนยอด..
    เอามือลูบต้นซากุระต้นนั้น.. แล้วพูดว่า.. "ทำได้ดี.. ขอบใจนายมาก.." (อึ๋ย.. ทำไมไม่ขอบคุณหว่า?.. งงเหมือนกัน)
    ผมก้มมองไปที่ ตะกร้าปิ๊คนิคของผม.. หาของออกมากิน 2-3 อย่าง.. ดีแหะในฝัน อาหารทุกอย่างมันอุ่นตลอดเวลา..
    น้ำชาของผมก็อุ่นได้ที่.. ผมก็เริ่มทานอาหารมื้อที่ 2 ในฝันกับต้นซากุระ เป็น สลัดผัก กับ ซุปต้มยำ.. มีผักมากมาย..
    ผมหยิบแครอทที่หั่นเป็นชิ้นยาวราดซอสสตอร์เบอร์รี่สีชมพูมานั่งเคี้ยวเล่น.. "กรุบๆๆ..ฮืม.. หวานดีแหะ.."ผมนั่งมองดู
    พระอาทิตย์ขึ้นไป.. กินไป.. แล้วก็เงยไปมองต้นซากุระไป.. พลางคิดไปว่าต้นซากุระมันคงโปรยดอกของมัน..
    มาหุ้มร่างกายผมเมื่อวานนี้.. ฮืม.. เป็นต้นซากุระที่มีน้ำใจทีเดียวนะเนี่ย.. พอกินเสร็จผมก็เริ่มเอา สมุดบันทึกออกมานั่ง
    ขีดๆเขียนๆ.. พลางคิด..โห.. ซากุระต้นแรกที่ได้ชมกลับมีแต่ก้านๆอย่างนี้เนี่ย.. พอเสร็จก็เอากีร์ต้ามานั่งเล่น.. ผมร้อง
    เพลงไปเรื่อยๆ.. รู้สึกว่าเหมือนมีใครแอบฟังอยู่แต่ก็ไม่ได้สนใจ.. พยายามร้องให้ดีที่สุด.. พอเบื่อๆก็เอาสมุดบันทึก
    มานั่งอ่าน.. อ่านไปเบื่อๆ..หันซ้ายขวา..เอ๋??.. คนอื่นๆไปไหนกันหมดอ่ะ??.. คิดขึ้นได้ว่าที่นี่ประเทศญี่ปุ่น..
    คนญี่ปุ่นเขาขยันทำงานจะตาย..ป่านนี้คงนั่งงกๆ ทำงานอยู่ที่บริษัทแน่ๆ.. (อืมๆๆต้องใช่แน่ๆ..) ผมเริ่มรู้สึกว่ามันส่วนตัว
    ดี.. ก็เลยอ่านเริ่มบันทึกของผมออกมาดังๆแก้เซ็ง.. อ่านไปก็หัวเราะไป.. เพราะผมมักจะบันทึกแต่เรื่อง ขำๆของตัวเอง
    เอาไว้ในนั้น.. อ่านไปซักพัก..เหมือนมีความรู้สึก.. ว่ากิ่งก้านของซากุระมันกระทบกันดั๊งดัง.. แต่ลมก็ไม่แรงนี่.. เอ..
    ยังไง??.. ผมหยุดอ่านแล้วมองไล่จากลำต้น.. ไปถึงปลายกิ่ง.. "เฮ้ย.. หัวเราะเราอยู่ใช่ไม๊เนี่ย?? เน่..ไม่ต้องเลยนะ
    ยอมรับมาซะดีๆ".. มันก็ยังกระทบกันอยู่อีก.. ซ้ำจะดังกว่าเดิมด้วยซ้ำไป.. ผมยิ้ม.. อ๋า.. หัวเราะอยู่จริงๆด้วย.. ผมรู้สึกว่า
    ซากุระต้นนี้มันคงจะชอบใจกับเรื่องที่ผมเล่าให้มันฟังแน่ๆ.. และเหมือนเป็นความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับมัน..
    ผมเลยอ่านต่อ.. เสียงกระทบกันของกิ่งก้าน.. ก็ยังคงอยู่ เหมือนจะปรบมือให้กับ ความเรื่องราวความเปิ่นของผม..
    ผมเริ่มรู้สึกดีกับมันและมันก็คงจะรู้สึกดีกะผม.. เป็นความรู้สึกผูกพันธ์ที่ไม่อยากจะเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นระหว่างผม
    กับต้นซากุระแห้งๆต้นนี้.. ผมมีความสุขมาก.. เวลาผ่านไปจาก 1เป็น2 จาก 2 เป็น 3 4 5 6 ที่ผมได้ร้อง.. เต้น..
    เล่นกีร์ต้า.. เขียนบันทึก-วาดรูปลงไปในสมุดบันทึกของผมระหว่างที่ผมอยู่.. ตรงนี้.. จนแทบไม่อยากจะตื่นจาก
    ความฝันเลย.. ผมรู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่าอีกไม่กี่ชม. ผมก็จะต้องตื่น.. แต่ความรู้สึกดีๆแบบนี้.. ผมก็อยากจะไขว่คว้า
    ไว้ให้นานที่สุด.. ก่อนที่วันพรุ่งนี้ผมจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้จะหายไป..
    และแล้ววันนั้นก็มาถึง.. วันที่ผมตื่นจากความฝัน.. มันเกิดขึ้นเมื่อตอนที่มีชายคนนึงที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน..
    เขาแต่งตัวดูสุภาพมาก.. เขาเดินตรงเข้ามาอย่างสง่า และพูดแบบสุภาพบุรุษว่า.. "ขอโทดนะครับ..ที่ๆคุณนั่งอยู่นี่..
    เป็นที่ของผมครับ.. คุณจะว่าอะไรไม๊ครับถ้าผมจะขอมันคืน?" เขาหันไปมองที่โคนต้น.. ผมหันไปมองตาม..
    อ่อ.. ของที่วางอยู่ในตอนแรก..เป็นที่ของเขาเองเหรอ?.. ผมจะทำยังไงดีหล่ะ?.. ผมหันไปรอบๆ.. ก็พบมาทุกคน
    ที่มาชมดอกซากุระ.. ต้นข้างๆหันมามองผมด้วยสายตารังเกียดที่ผมแย่งที่ของคนอื่น.. "เข้าใจแล้วครับ..
    งั้นผมขอเก็บของตรงนี้ก่อนนะครับ.." เขาพยักหน้าหนึ่งครั้งและถอยออกไป 1ก้าวอย่างสุภาพ..
    ปล่อยให้ผมใช้เวลาอย่างเต็มที่ในการเก็บของ.. ผมเก็บของอย่างช้าๆ.. หยิบตะกร้าปิ๊คนิค, กีร์ต้า, และบันทึกของผม
    สะพายขึ้นบ่าพาดไปพาดมา.. เหมือนพวก.. ศิลปินผู้ต่ำต้อย.. โดยที่ไม่หันมองผมเอามือจับต้นซากุระต้นนั้นเบาๆ..
    แล้วกระซิบกับมันว่า.. "หนุกดีนะ.. ไปก่อนล่ะ.." ผมค่อยๆเดินก้มหน้าเดินออกมา.. ใบหน้าปราศจากน้ำตา..
    และไม่หันหลังกลับไปมองมันแม้แต่น้อย.. พอคิดว่าลับสายตาแล้ว.. ผมก็รีบวิ่งออกไปอย่างสุดแรง.. วิ่งไปเรื่อยๆ..
    เรื่อยๆ.. ไม่มีจุดหมาย.. จนมาล้มลงหายใจเหนื่อยหอบอยู่ที่ข้างหนองน้ำแห่งหนึ่ง.. ผมลุกขึ้นนั่งมองดูพระอาทิตย์ตกดิน
    ตรงนั้น.. จิตใจเหม่อลอย.. จนทั่งมองพระอาทิตย์ไม่เห็น.. พระจันทร์ขึ้นมาแทนที่.. ผมหันไปหยิบสมุดบันทึกขึ้นมา..
    นั่งอ่านมันใต้แสงจันทร์.. ตั้งแต่เริ่มต้นเล่มจนมาถึง.. เรื่องที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวานก่อน.. มีภาพต้นซากุระที่ผมวาดไว้
    ตั้งแต่วันแรกๆ.. และวันต่อๆมา.. ลายเส้นดูไม่ต่างจากลายมือเด็กประถม.. ผมนั่งอมยิ้มนิดๆ.. ค่อยๆพลิกไปทีละหน้า..
    ทีละหน้า.. "เฮ้ย.." ผมหยุด.. รีบพลิกย้อนกลับไป.. 5-6 หน้าก่อนหน้านี้.. มันเป็นหน้าแรกที่ผมเริ่มบันทึกเกี่ยวกับ
    เจ้าต้นซากุระต้นนั้น.. ".. เข้าท่าแหะ.. ฮ่าๆๆ " ผมค่อยๆวางหนังสือลงข้างๆตัว.. แล้ววิ่งกลับไปที่ต้นไม้ต้นนั้น..
    แสงจันทร์สาดส่องลงมาสะท้อนบนสมุดเล่มนั้น.. ทำให้มองเห็นภาพ "ต้นซากุระต้นนั้นที่มีดอกซากุระ..น้อยนิด"..
    จู่ลมพัดเหมือนจงใจพลิกสมุดเล่นนั้นไปที่หน้าสุดท้าย.. แล้วแสงจันทร์ก็กระทบลงบนสมุดนั่นอีกครั้ง..
    บนหน้านั้นเป็นภาพวาด "ดอกซากุระที่เบ่งบานเต็มต้น.. ดูเปี่ยมไปด้วยดอกบานสะพรั่งกว่าต้นอื่นๆ"..
    ผมยืนหอบอยู่ห่างๆจากต้นซากุระต้นนั้นแล้วเงยหน้าขึ้นมอง.. แล้วผมก็ยิ้มออกมา.. เมื่อมองไปที่ต้นซากุระต้นนั้น
    ดอกไม้ที่อยู่บนต้นของมันเบ่งบานกว่าต้นอื่นๆในระแวกนั้นเหมือนกับภาพที่ผมได้วาดไว้จริงๆ.. แม้ว่าจะมีชายคนนั้น
    นอนอยู่ใต้มันก็ตาม..
    และแล้วผมก็ตื่น.. และไม่เคยได้ฝันถึงเรื่องนั้นอีก.. แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ในสมุดบันทึกที่จด.. อยู่ในใจ..
    ของผม.. "ตลอดไป..."

     

    May 29

    ME Dental Care

    ช่วงนี้เกิดบ้าขึ้นมาครับ.. มีอาการอยากจะจัดทุกๆอย่างให้เป็นระบบ..
    ทั้งเอกสาร.. ตารางการดำเนินชีวิต.. และ "ฟัน"..
    ใช่ครับ "ฟัน".. คุณเคยไม๊อ่ะคับที่แบบว่ายืนเกาตูดแปรงฟันในห้องน้ำตอนเช้าๆ..
    มองไปในกระจกตาสะลึมสะลือ.. เห็นใบหน้าเก๋ๆของตัวเองสะท้อนกลับมา.. โอ้วว้าว..
    ไหนหันซ้ายทีซิ.. ขวาหน่อย.. โอ้ว.. ดูหน้าตาไม่จืดเลยนะเนี่ย.. หล่อหยั่งกะ "ตอน-เจด-สะดา-พิค"..
    แต่แล้วผมก็ต้องรู้สึกเสียรมณ์เมื่อ "ยิงฟัน" ขึ้นมา.. "โอ้ววว ทำไมมันบิ่นเบี้ยวอย่างนี้วะ"..
    เห็นแล้วไม่จรูญใจ(เวิร์บบบบ.. ช่อง2ของเจริญใจ)เล๊ยยย.. ต้องรีบๆยัดแปรงเขาไปขัดมันให้หายเซ็ง..
    เฮ้อ.. ขัดไปก็เอาลิ้นดันไป.. เพราะพ่อเคยบอกตอนผมเด็กๆ ว่าให้เอาลิ้นดันบ่อยๆ เด๋วฟันมันจะ
    เข้าที่เอง.. เป็นเรื่องที่แม้แต่เด็ก 5 ขวบที่ขี่รถ 3ล้อ เลียอมยิ้ม น้ำมูกไหล..ยังไม่เชื่อเลยใช่ไม๊ครับ??..
    แต่เดชะบุญ.. ผมเชื่อ.. ผมใช้เวลาตั้ง 8 ปีในการพิสูจน์ว่าการใช้ลิ้นดันฟันทุกๆวัน.. ไม่ช่วยให้ฟัน
    เรียงตัวกันสวยงามได้.. จำไว้นะครับ.. ถ้าพ่อแม่คุณมาใช้มุขนี้กะคุณ กรุณาปริ้นบทความของผม
    ไปให้ท่านอ่านได้เลยครับ.. ม่ายเวิร์คๆ..
     
    ฟันผม.. ที่มันบิ่นเบี้ยวไปมาในปากผมเนี่ย.. มันสะท้อน Life Style อันยุ่งเหยิงไร้ระบบของผมเจงๆ..
    คุณทราบไม๊ครับผมเป็นคน.. แบบไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าไหร่.. งานการก็ดองๆไว้จนมันพัวพันกันมั่วไป
    หมด.. คิดอะไรก็ไม่เหมือนคนอื่นเขา.. แย่ๆ.. ไม่ได้ๆ.. "เราต้องทำให้มันเป็นระเบียบ"..
    ผมคิดอย่างนั้น.. จากปณิธานที่ตั้งใจจะทำให้ได้ในวันนั้น.. มันทำให้ผมต้องมานั่งตัวสั่นเทา..
    เหงื่อแตกพลั่กๆ.. มือบีบพนักวางมือของเก้าอี้ทำฟันอันแสนจะทันสมัยในคลีนิคทำฟันแห่งหนึ่ง..
     "โคร่กๆๆๆ.. โอยยย.. ตรูมาทำอะไร.. ตรงนี้เนี่ยยยยย??" โคร่กกๆๆๆ... เสียงเครื่อง suction (ดูด
    น้ำลาย) ที่ฟังยังไงๆก็ไม่คุ้นเคยซ้ากกะที.. ทำไมมันช่างทรมาณเช่นนี้เนี่ย.. โอยยยยยย...
    อยากจะบอกว่ากว่าจะมานั่งตรงนี้ได้.. เป็นระยะเวลาผ่านมาแล้ว 2 เดือน.. ที่ผมพยายามจะจัดฟัน
    ให้เป็นระเบียบ.. ตามความตั้งใจ.. ทำไมมันถึงนานอย่างนี้เหรอครับ?.. มันเป็นเพราะความตระหนี่
    ของผมเอง.. จะอธิบายให้ฟังครับ.. คืองี้.. ผมมีฟันที่เกินมา 8 ซี่.. คือฟันคุด 4 ซี่.. ฟันหลังเขี้ยว
    ซ้ายและขวา ทั้งตำแหน่งบนและล่าง อีก 4.. อ่ะก็ต้องถอนกันไป.. พอเสร็จแล้วก็ต้องขูดหินปูน..
    อุดฟันอีก.. คิดๆดูแล้ว.. ถ้าจ่ายเองก็ประมาณ 5-6 พันบาท.. แน่นอนครับตามสัญชาติญาณเหนียวๆ
    ของผม..โดยไม่ต้องออกแรงคิด.. ก็ต้องขอตัวช่วยทันที.. สวัสดิการของบริษัทไงคร้าฟ.. แต่แล้ว
    หายนะก็มาเยือน.. มันวุ่นวายมากกกครับของฟรีเนี่ย..  ต้องไปเดินหาคลีนิคใน contract.. ซึ่งแน่นอน
    เป็นไปตามกฏเกณฑ์ของธรรมชาติที่นักปราชญ์ว่าไว้ครับ.. "ของฟรีต้องคอยนาน"..  ผมโทรไปนัด
    ทีไรเขาก็บอกเต็มตลอด.. ทำไมคนมันมานัดทำฟันช่วงนี้กันหมดเนี่ย?.. ม่ายเข้าใจเจงๆ.. ผมก็เลยต้อง
    เลื่อนไปเรื่อยๆ.. จนมีวันหนึ่งผมไปบอกกับคนที่นัดเวลาว่า.. "ขอร้องหล่ะครับ.. พอจะลัดคิวให้ผม
    ได้ไม๊ครับ ดึกแค่ไหนผมก็จะไป.. วันไหนก็ได้.."ในใจก็คิดว่า เขาคงจะด่ากลับมา.. "โอย..ไม่ได้
    หรอกคะเต็มหมดแล้ว.. ไม่งั้นก็ต้องมาวันพรุ่งนี้ 1 ทุ่ม.." เอ๊ะ?..หูฝาดไปเปล่า? "อะ.. อะไร.. นะครับ??"
    ผมถามเขาอีกรอบ.. "พรุ่งนี้ 1 ทุ่มไง.. มาได้เปล่าหล่ะ?".. เวร..รู้งี้ตรูเล่นมุขนี้แต่แรกคงได้ทำไป
    ตั้งแต่เดือนที่แล้วโน่น.. วันต่อมาผมจึงรีบมาตามนัด.. โดยไม่ลืมที่จะทานข้าวมาก่อนกัวจะเจ็บจนกินข้าว
    ไม่ไหว.. หมอที่นี่น่ารักมากครับ.. ถอนฟันผมไปคุยกันไป.. "เชิญนั่งคะ.. วันนี้ อีนั่นมันทำตัวแรด
    เน๊อะ??.. ฉีดยาแป๊บนะคะเจ็บนิสนึง.. อ่ะ.. เด๋วมานะ.." แล้วเธอก็ไปนั่งเม้าท์กันต่อ.. บนปากของ
    คนไข้อีกคน.. ก่อนกลับมาที่เก้าอี้ผม.. "อ่ะชายัง?.. อ่ะ.. ส่งคีมมาหน่อย.. เอ้ากดตรงนี้.. อืมๆ..
    ใช่ซี่นี้ป่ะ?.. เออใช่ๆ.. แล้ววันก่อนไปเดินกะมันนะ..มันพูดถึงเธอใหญ่เลยหล่ะ.. เอ้า.. ฮื้บ..
    กดคางไว้.. โอเค.. แล้วคืนนี้กินข้าวอะไรกันดี?.. หิวเน๊อะ?.. เอาผ้าก๊อชมา..อ่ะ.. เสร็จแล้วคะ..
    กัดไว้แน่นๆแล้วอีก 1 ชม.คายออกนะ.. เชิญที่เค้าท์เตอร์เลยนะคะ.. เด๋วรีบกลับไปดูละครดีกว่า.. กะลังมันส์
    เลย.." แล้วหมอก็เรียกคนไข้รายต่อไป..มาขึ้นเขียง.. ผมอมผ้าก๊อชออกมาที่เค้าท์เตอร์อย่างระทึกกลัว
    หมอจะถอนผิดซี่มากๆ.. สัญญากะตัวเองว่าจะไม่กลับไปอีกแล้วถ้าไม่จำเป็น.. บรื๋อ... คิดแล้วขนลุก..
     
    และแล้ว..วันนี้ก็มาถึง.. วันที่ผมได้รับรู้กับความเจ็บปวดที่สุดในชีวิต.. เหมือนหมอเขาเอาอุปกรณ์
    ทุกอยากมายัดในปากผม..  โอยนี่มันอะไรของมันเนี่ย?.. น้ำลายท่วมปาก.. โอยอึดอัด.. "คร่อกๆๆๆ.."
    เฮ้อ.. ดูดมันออกไปซะที.. ปากก็อ้าค้างมานานเมื่อยอ่ะ.. อยากจะหุบปากแต่เครื่องมือเต็มปากเลย..
    อยากขยับก็ทำไม่ได้.. กัวไปหมด.. ได้แต่นอนอยู่เฉยๆรับรู้ความเจ็บปวดอย่างเดียว.. เหมือนกับความ
    รู้สึกของชีวิตผมตอนนี้เลย.. ตลอดเวลา.. ผมมักทำตัวเป็นพวก ศิลปินที่ไม่ชอบทำอะไรจำเจ.. ชอบทำ
    อะไรไร้สาระสร้างสีสันให้กับชีวิต.. คิดในสิ่งที่คนอื่นไม่คิด.. แล้วก็ทำมันบ้าง.. ไม่ทำบ้าง.. ปล่อยชีวิต
    ไปตามถ้วงทำนองของมัน.. แต่แล้วก็ต้องกลับมาอยู่ในกฏของสัตว์หมู่มาก.. คือ.. การอยู่ในกลุ่มแล้ว..
    เดินตามเส้นทางที่ผู้นำเขาทำให้เราเดิน.. นั่นแหล่ะครับ.. แม้ว่าทางนั้นมันจะแคบแค่ไหน.. เดินลำบาก
    ยังไง.. แต่ผมก็ต้องเดินไป.. เบียดกันก็ต้องทำ.. เดินไปตามเส้นทาง.. เส้นทางที่เขาบอกว่าคือ..
    "เส้นชัย".. ไม่ว่าคุณจะอึดอัดแค่ไหน?.. เหนื่อยและท้อเพียงใด.. แต่คุณรู้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า..
    คือ "เส้นชัย".. มีอยู่ 3 ทางที่คุณต้องเลือก.. นั่นก็คือทำตัวให้เข้าพวกแล้วเดินต่อไป.. กับนอนขวางให้
    เขาเหยียบ.. และสุดท้ายตามหาเส้นทางของตัวเอง.. ซึ่งบังเอิญ วันนี้.. เป็นวันที่ผมเลือกที่จะ "นอนเจ็บ
    ปวด เพื่อให้ทุกอย่าง.. เป็นไป.. ตามเส้นทางที่.. มันควรจะเป็น.." แม้ว่ามันจะฝืนเท่าไหร่ก็ตาม.. ผมก็ได้
    แต่หลับตา.. แล้วปล่อยให้หมอ.. จัดการกับ "ฟัน.. ที่ยุ่งเหยิง.. ของผม.." 
    "โอยยยยย เจ็บว๊อยยยยย"
    March 25

    A Design For ME's Life

         คุณเคยคิดอยากทำประกันไม๊??.. ผมไม่เคยคิดอยากจะทำแม้แต่น้อย.. แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่า..

    ประกันชีวิตอยู่หน๋ายยย.. อยากทำตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลยหล่ะ.. ทำไมน่ะเหรอ??.. ผมจะเล่าให้ฟัง..

     

         บ่ายโมงตรง ขณะที่ผมกำลังทานข้าวหน้าจอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานอันแสนจะรกของผม..

    ผมนั่งทานข้าวไปเพลิดเพลินไปกับ Sit Com เป็นต่อ ที่เปิดแชร์ไว้ใน Net Work ของบริษัท..

    แล้วจู่ๆ พี่ที่อยู่แผนก Boiler (เตาเผาสารเคมีขนาดเท่าตึก 5 ชั้น) ก็เดินมาบอกพวกผมที่อยู่ในห้องวิศวกรว่า..

    เตาเผามีปัญหา!!!.. รีบอพยพ.. ด่วน!!!”.. แล้วก็วิ่งหายไปเลย.. หัวหน้าผมก็อยู่ใกล้ๆเราหันไปมองหน้ากันด้วย

    ความงุ่นงง.. ขณะที่คนอื่นๆในห้อง ยังงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น.. ผมตะโกนตื่นสติ เฮ้ย! รีบเอาของมีค่า แล้วออกจาก

    ที่นี่เร็วๆ.. ผมรีบคว้ามือถือ.. แล้วปิดคอมประหยัดไฟเพื่อบริษัท.. (เง๊ออออ แล้วจะปิดท๊ามม๊ายยย!!! เอาชีวิต

    รอดก่อนโว้ย).. พอออกจากห้องวิศวกร.. หัวหน้าผมเดินมุ่งตรงไปยัง แผนก Boiler แทนที่จะหนีเอาชีวิตรอด..

    ส่วนผมมือนึงเปิดประตูทางออกไปจุดรวมพล.. เห็นหัวหน้าทำแบบนั้นแล้วคุณจะเดินต่อไปไม๊หล่ะ..

    กัวก็กัว แต่ก็ตัดใจวิ่งไปดูที่แผนก Boiler กะว่าเอาวะตายเป็นตาย.. ใจก็เต้นตุบๆตับๆ.. ไม่รู้ว่ามันจะระเบิดรึ

    เปล่า?.. หัวหน้าผมไหวพริบดีมาก.. เขาแง้มประตูประมาณ 1 ฟุต.. ให้พอโผล่หน้าเข้าไปตะโกนถามในห้อง

    ควบคุมได้.. ประมาณว่าถ้ามันระเบิดล่ะ.. เขาคงจาเอาประตูบังไว้.. ผมจึงไปหลบหลังหัวหน้าผมอีกทีแล้ว

    ชะโงกหน้าไปดู.. เฮ้ย..เป็นไงบ้าง? หัวหน้าผมตะโกนเข้าไป.. พวกพี่ๆพนักงานปฏิบัติการเดินง่วนหน้าจอ

    ควบคุม..กด Emergency Shut Down (ปุ่มปิดฉุกเฉิน)ไปแล้วครับ พี่คนนึงตะโกนบอกกลับมาในขณะ

    ที่มือยังง่วนอยู่กับ หน้าจอควบคุม.. ผมอุ่นใจไปหนึ่งเปราะแต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้.. แล้วจู่ๆหัวหน้าก็พลักประตูเดิน

    เข้าไปอยู่ที่หน้าจอควบคุมแล้วบอกกับพวกพี่ๆว่า โอเค ใจเย็นๆ ค่อยทำตาม Step Emergency

    Shut Down นะ สร้างความรู้สึกอุ่นใจให้พวกเราได้อย่างมาก.. ผมเดินตามหัวหน้ามา.. แล้วเดินไปดู

    ที่จอควบคุม.. แต่ก็ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเนื่องจากยังไม่เคยมาเรียนรู้ Process ที่นี่อย่างจริงๆจังๆซะที.. แต่ก็

    พอรู้ว่าเกิดการรั่วของท่อไอน้ำใน Boilerซึ่งหลักการเหมือนเตาถ่าน.. ถ้าสมมติว่าเตามันติดอยู่(มีความร้อนสูง)

    แล้วจู่ๆเราเอาน้ำราด.. เตาจะแตกกระจายเนื่องจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงกระทันหัน.. แต่ในกรณีของ Boiler

    จะเกิดแรงระเบิดมหาศาล.. ผมมองผ่านกระจกบางๆไปยัง Boiler ที่อยู่หลังผนังกั้นห้องที่มีความหน้าเพียง

    30 ซม. พลางคิดปลอบตัวเองในใจ..  ถ้าตูได้ตายกะไอสิ่งนี้.. ตูคงจะไม่เสียใจ.. เพราะอย่างน้อยๆในชีวิตนี้คงได้

    ลงข่าวหน้า 1 หล่ะว๊า..

     

         ผมหันไปมองรอบๆแล้วคิดได้ว่า ต้องโทรไปบอกหน่วยงานข้างเคียงไม่เช่นนั้นเขาอาจเป็นอันตรายได้..

    จึงรีบโทรไปหาแผนกอื่นๆ.. แล้วก็เริ่มนับสมาชิก.. ปรากฎว่าเพื่อนผมหายไปนึงคน.. แย่แล้วมันไปเดินดูหน้างานรึ

    เปล่าฟะ?..ผมรีบคว้ามือถือขึ้นโทรหามันทันที.. ตู๊ดดดด.... ตู๊ดดดดดด...  รับซิวะ..ๆ ตู๊ดดดด.... ตู๊ดดดด...

    เร็วๆๆๆๆ.. คลิ๊ก....  ฮาโหล๋... ว่างายยย.. นังนี่สถานการณ์คับขันยังจะมาคิกขุ อีก.. เฮ้ย..แกอยู่ไหนวะ??

    ตอนนี้ Boilerอยู่ในภาวะฉุกเฉิน จะระเบิดอยู่แล้ว... ทำอะไรอยู่? หา???? เธอเงียบไป.. 5 วิ ถัดมาก็ตอบว่า..

    อ้าวเหรอ?.. อยู่นายห้องน้ำ.. กาลังอึ๊.. อยู่อ่ะ อารายของมันเนี่ยสถานการณ์แบบนี้ ยังจะมีหน้ามาขี้อีก.. เฮ้ย!

    เลิกขี้ก่อนออกมาได้แล้ว.. เร๊ว!!!! ตอนนี้มันจะระเบิดแหล่ไม่ระเบิดแหล่แล้ว..เธอถึงจะตอบกลับมาว่าอ่อๆ

    เออๆๆ..จะไปเด๋วนี้แหละ.. โอ้วพระเจ้า..

     

         เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชม.ทุกอย่างควบคุมได้.. โอย.. โล่งอก.. ผมเริ่มคิดทบทวนทุกสิ่งทุกอย่าง..

    ถ้าเราไม่โชคดีอย่างวันนี้หล่ะ?.. อะไรจะเกิดขึ้น..  ตูม.... วันรุ่งขึ้นหน้า 1 ไทยรัฐคงมีภาพศพผมนอนกองอยู่กับ

    เศษซาก Boiler กับพี่ๆพนักงานและหัวหน้า.. ส่วนเพื่อนของผมคนนึงคงนอนตายจมกองขี้ของมัน..

    คิดๆแล้วผมมีความรู้เกี่ยวกับเจ้า Boiler นี้น้อยมาก.. ผมคงต้องศึกษาเกี่ยวกับมันให้มากขึ้น และ ให้เร็วที่สุดเพราะ

    ผมไม่อยากจะรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างนี้อีก.. ชีวิตดูมีค่ามากมาย.. ผมทำอะไรไร้สาระไปเท่าไหร่แล้วเนี่ย?.. ยัง

    อยากทำอีกตั้งหลายอย่าง.. ยังมีอีกเพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ถูกร้อง..ยังมีจม. อีกหลายฉบับที่ยังไม่เริ่มเขียน..

    ยังมีภาษาจีนที่ยังไม่ถูกเป่าออกมาจากปากผม.. ยังมีความรู้ MBA ที่ยังไม่ได้ยัดเข้าไปในหัวผม.. ยังมีนัดที่ต้อง

    ไปทั้งเสาร์และอาทิตย์.. และยังมีเวลาที่ยังไม่ได้ใช้กับคนที่ผมรัก.. ชีวิตเรามันก็แปลกนะ.. ทั้งๆที่ชม.ที่แล้วขอ

    แค่มีชีวิตรอดก็เพียงพอแล้ว.. เอาเป็นว่าถ้าตอนนี้ผมจะไม่ขี้เกียจละ.. ถ้าอยากจะทำอะไร.. จะรีบทำทันที.. แต่สิ่ง

    ที่อยากทำอย่างแรก... คือ.. ประกันชีวิตอ่ะ

    February 28

    The Letter that had never been sent..

    ถึงเธอคนที่ผมรัก,
     
                      เวลาผ่านไป 1 ปีแล้วหลังจากที่เราตัดสินใจหันหลังแล้วเดินจากกันไปคนละทาง.. มันเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างมีคุณค่าสำหรับผม.. ซึ่งสิ่งที่ผมทำในเวลาต่อมาหลังจากที่เราเดินจากกันมาคือการค้นหา ความหมายของ "คำว่ารัก"ที่ผมเคยให้คุณ.. ซึ่งช่วงแรกๆยิ่งผมค้นหาลึกลงไปเท่าไหร่ก็มีแต่เพียงภาพขาวดำของความทรงจำครั้งเก่าที่มีผมกับคุณอยู่ตรงนั้น..
     
                      แม้ผมเองจะพยายามเอ่ยเจตนาออกมาอย่างชัดเจนว่าผมจะไม่กลับไปคิดถึงคุณอีก.. แต่แล้วคุณก็โผล่เข้ามา.. ในทุกๆที่.. ที่ผมสูดอากาศหายใจ.. ทุกๆวันผมได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเองว่า.. ความรู้สึกนี้ที่ผมมีให้คุณมันคืออะไรกันแน่?.. "ความผูกพันธ์", "ความใคร่", "ความถวิลหา", หรือว่า มันคือ "ความรัก".. ผมออกเดินทางไปในที่ๆไม่เคยไปแล้วเฝ้าหาคำตอบนั้น.. จนถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถจะเอาความรู้สึกและประสบการณ์เพียงน้อยนิดของผมมีอยู่มาตอบคำถามนี้ได้..
     
                      มีบางอย่างที่ผมอยากบอกคุณ.. ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณได้มอบให้ในวันเกิดของผม.. ผมเก็บรักษามันอย่างดีและผมก็ได้ให้ชีวิตกับมัน.. ผมพามันไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ.. เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด.. และมันก็เป็นส่วนหนึ่งในการทำความฝันบางอย่างของผมให้เป็นจริง.. ตอนนี้มันเริ่มนิสัยเหมือนผมแล้ว.. หวังว่าคุณจะไม่ว่าอะไรที่มันจะไม่ชอบอาบน้ำและทำตัวเซอร์ๆ.. มันเป็นเพื่อนที่เข้าใจผมที่สุด, ผมมักจะคิดอะไรดีๆออกเมื่ออยู่กับมัน.. ผมอยากจะขอขอบคุณคุณจากใจที่ได้มอบสิ่งนี้ไว้ให้กับผม.. มันช่วยให้ผมเดินออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายได้จริงๆ..
     
                       อย่างที่ผมเคยบอกคุณ "ผมรักคุณ" ไม่ว่ามันจะเป็น "ความผูกพันธ์" หรือ "ความใคร่" หรืออะไรก็ตามที่ใครเคยบอกผม.. ผมคงหาคำตอบไม่ได้จริงนั่นแหละว่ามันเป็นอะไร.. ขอให้คุณรับรู้เพียงว่าผมยังอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคุณ.. ยังอยากมองดูคุณเจริญเติบโตกับความฝันหรือความรักของคุณ.. และหากวันใดที่คุณล้มลง.. ผมอยากเป็นใครคนนึงที่เดินเข้าไปยื่นมือ.. ดึงคุณขึ้นมา.. เคาะหัวคุณเบาๆแล้วบอกคุณว่า "ไม่เจ็บนะ.. เด็กโง่.." แล้วมองดูคุณเดินต่อไป.. ตามเส้นทางของคุณ..
     
                       จดหมายฉบับนี้ผมเขียนเมื่อรู้ว่าคุณจะจากไปอยู่ที่อีกส่วนหนึ่งของโลก.. ที่ๆผมจะไม่สามารถติดตามข่าวสารของคุณได้อีก.. และผมรู้ว่าจดหมายฉบับนี้จะทำให้คุณไม่สบายใจถ้าได้อ่านมันตอนนี้.. ผมจึงไม่คิดที่จะส่งมันไปให้คุณ.. แต่ผมรู้ว่าสักวันหนึ่งคุณจะต้องได้อ่านจดหมายฉบับนี้แน่ๆ.. ไม่ว่าคุณจะอยู่ตรงส่วนไหนของโลกใบนี้.. เป็นอาม่ามีลูกมีหลานเป็นสิบๆคน.. ผมรู้ดีว่า.. คุณจะยิ้มและคิดถึงอากงแก่ๆคนหนึ่ง.. ที่มีส่วนหนึ่งของหัวใจเขาเก็บคุณไว้ในนั้นเสมอ..
     
                                                                                                                            ขอบคุณที่อ่าน
                                                                                                                                อาตี๋น้อย
    February 07

    Welcome New Member “Kao-Luck” ???

     

    วันที่ 4 กพ. กลับมาถึงบ้านที่กทม.อย่างทุลักทุเล.. วันก่อนผมไปร่วมงานประกาศรางวัลของบริษัท..

    ซึ่งจัดที่ อิมแพ็ค.. ก็ไม่ไกลจากบ้านผมมากนัก.. แต่บังเอิญต้องกลับกาญฯ เพราะติดที่ประชุมบ้านโป่ง..

    แล้วพี่ๆที่ไปด้วยกันเขาไปต่อกันที่ร้านอาหาร.. ก็เลยตามเข้าไป.. ปรากฎว่ากว่าจะได้นอน..
    โน่น.. ตี2.. ตื่น.. 6.30 น. เฮ้อ.. ง่วงจะแย่..ต้องไปประชุมต่อที่บ้านโป่งช่วงเช้า.. ผมกะจะแว่บกลับบ้านเลย..

    แต่ปรากฎว่า.. นายเรียกให้เข้าประชุมตอนบ่ายต่อ.. แล้วต้องกลับไปเมืองกาญฯอีก.. โอ้ววว..สวรรค์..

    ประชุมเสร็จก็กลับบ้านที่ กทม.. ผมจึงเหนื่อยล้าจากการเดินทางสุดๆ.

     

    ถึงบ้านปั๊บก็รีบวิ่งหา โต๊ะกินข้าวก่อนเลย.. หิวมาก.. กินไปคุยกะม๊าไป.. จ้วงเอาๆ.. กะว่ากินอิ่มจะอาบน้ำ

    นอนล่ะ.. เหนื่อย.. พรุ่งนี้มีนัดกับที่บ้านไปไหว้พระที่ วัด เหล่ง เน่ย หยี่.. ตามคำสั่งประกาสิทธิ์ ของอาม๊า..

    ซึ่งม่ายมีลูกคนไหนกล้าละเมิด.. กะลังพักผ่อนหย่อนใจเล่น เอ็ม เอส เอ็น อยู่ดีๆ.. น้องสาวผมก็อุ้มอะไรซักอย่าง.. เดินเข้ามาอย่างตื่นเต้น.. กลมๆ ขนๆ น้ำตาลๆ..

     

    บ๊อกๆ แม้หน้าจะดูจอมอนิเตอร์อยู่ แต่รู้แล้วว่า.. มันเอาหมามาแน่ๆ.. แต่ไม่รู้ว่าพันธุ์ อะไร..  ป๊าบบบบ หันไปดู โอ้ว.. นี่มัน สิงโตน้อย แห่ง เยอรมัน.. มะๆๆ.. มันคือ... ปอมเมอร์เรเนี่ยน ตัวจิงเสียงจิงไม่ได้อิงนิยาย..  บ้านผมส่วนใหญ่จะรักสัตว์กันมาก.. เลยค่อนข้างจะรู้ว่าสุนัขชนิดไหนพันธุ์อะไรอย่างรวดเร็วเมื่อได้เห็น..น้องสาวผมรีบวางเจ้าสิงโตน้อยลงกับพื้น แล้วท่าระรื่นอย่างกะถูกล๊อตเตอร์รี่รางวัลที่ 1 อะไรจะเห่อขนาดนั้น.. ม๊าก็รีบบอกเลย.. เฮ้ย..ใครไปซื้อมา.. ปรากฎว่าเป็น แฟนของน้องสาวอีกคนเขาไปซื้อมาให้เลี้ยง.. แม้ผมจะไม่ค่อยสนใจสุนัขเท่าไหร่.. แต่นี้มัน ปอมเมอร์เรเนี่ยน.. สิงโตน้อยแห่งดินแดนไส้กรอกนะ..

    ผมลืมตัวไปเลยว่ากะลังเล่น เอ็มเอสเอ็น อยู่ได้แต่มองดูเจ้าตัว จ๊อยมันวิ่งเล่น.. อย่างเพลิดเพลินพี่น้องที่บ้าน.. หารู้ไม่ว่ามีอีกสายตากะลัง จับจ้อง อยู่อย่างอาฆาตและริษยา อย่างแรง..

     

    กรร......!!!!” เสียง ไอมิ๊กกี้ หมาพุดเดิ้ลทอย อีกตัวข่มขู่ ศัตรูตัวน้อยๆ ข้างหน้า.. อีนังกี้.. น้องผมตวาดใส่.. อืม.. จิงๆเล๊ย.. ว่าแล้วว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้.. พอมีตัวใหม่มาทีไรไอมิ๊กกี้ มันจะชอบกลัวว่าคนอื่นจะไม่รักมัน..เหมือนเดิม.. จนผมต้องไปเอามันมากอด.. แม้ว่าจิงๆแล้วตัวเองก็อยากจะเข้าไปเล่นกะไอสิงโตเยอรมัน อ่ะ.. มิ๊กกี้พยายามอย่างมาก.. ที่จะดึงให้ที่บ้านกลับมาสนใจตัวมัน.. แต่ไม่ว่ามันจะทำอะไร.. มันก็ไม่มีใครสนใจมัน.. อีกแล้ว.. สมๆ.. อยากซุกหุ้นดีนัก.. เฮ้ยๆ ไม่เกี่ยวๆ..

     

    วันต่อมา.. เราต้องไปไหว้พระที่วัด เหล่ง เน่ย หยี่.. แถวๆเยาวราช.. ก็ไปกันแต่เช้า.. เนื่องจากเจ้าสิงโตน้อย

    มันยังเล็ก.. จึงจำเป็นต้องเอามันไปด้วย.. โห.. แล้วคิดดูครับ.. คนล้านแปด.. แห่กันมาไหว้พระ.. ควันธูปโขมง.. แสบตาร้องไห้ไปตามๆ กัน.. อากงอาม่าทำไมต้องบรรยัดไว้ด้วยเนี่ย.. ว่าต้องให้ลูกหลานไปไหว้วัดนี้เท่านั้น.. ไปเบียดๆไหว้ๆ กันแทบตาย.. เอาน่าๆ.. และแล้วก็ปรากฎว่าน้องสิงโตน้อยผู้ห้าวหาญของเราก็แสดงความเป็นหมาผู้ดีของมันออกมา... อ้วกแตก.. ดั๊นเอามันใส่ตะกร้าเดินไปเดินมา.. มันก็ร้องขออย่าดมตราถ้วยทองแล้ว แต่ไม่มีคนสนใจ..  น่าสงสารจิงๆ.. สร้างวีรกรรมไว้ที่วัด เหล่ง เน่ย หยี่..

     

    กลับมาบ้าน.. มันก็ไปนอนเอาแรง.. ผมกับน้องๆมานั่งคิดชื่อของมัน.. จะเอาชื่ออะไรดีหว่า..??? อยากได้ชื่อที่..

    แบบเก๋ๆ.. สั้นๆ..จำง่ายๆ (เด๋วม๊า จะเรียกถูกเรียกผิดอีก).. ก็มีทั้งชื่อฝรั่ง ไทย จีน อิตาเลี่ยน.. น้องผมเสนอ..

    บาร์บี้ วู้..เชยซะ.. คุ๊กกี้ อันนี้น่าเบื่อ.. ปอมมี่ เฉยๆ.. ปิ๊กมี่.. เอ่ะ.. อันนี้มันแสลง ดูเป็นหมาไม่มีตระกูลไปเลย.. จู่ๆมันก็ตื่นมา.. วิ่งเล่นตรงหน้าพวกเรา.. วิ่งได้ 3-4 ก้าว ก็หยุดเกา.. น้องผมก็บอกว่า โอ๊ย.. ทำไมเห็บมันเยอะจิง.. เกาอยู่นั่นแหละ..  ผมคิด.. เอ.. เกาๆๆ..มันชอบเกา.. เฮ้ยให้ชื่อ เกาจิ้ง เลย..  เท่ห์ดี.. เป็นโคตรเซียน น้องผมรีบขวาง ไม่เอามันตัวเมียนะ.. เออ.. เอา เก๋าเจ้ง ดีกว่า..ฮ่าๆๆเอ่ะ.. เก๋าเจ้ง ที่แปลว่าชาติหมาอ่ะนะ..  เวน..!!!  อืม.. มาตอนช่วง ตรุษจีน..ก็อยากให้ได้ชื่อจีนๆ.. ผมคิด..  เอ..มันก็ซ่าๆ.. เก๋าๆ.. สีก็สีน้ำตาล.. เกาลัก.. เป็นไง.. ทุกคนหันหน้ามามองผม.. เออ...  เกาลัก.. น่ารักดีๆๆ ตัวก็เล็กๆ.. น้องผมทำตาลุกวาว.. เริ่มเห็นด้วย.. เออ.. มันชอบเกาตัวเองบ่อยๆ.. เป็นตัวเมียด้วย..ชื่อน่ารักดี อ่า.. เข้าทางหล่ะ.. นี่..ยังไม่พอนะเฟ้ย.. มันมาตอนช่วงวันตรุษจีน.. มันก็ต้องชื่อจีนๆ เซ่..ใช่มะ? ผมเสริม.. น้องผมยิ้มแล้วพูดต่อ.. เออดีๆ..พอโกรธมันก็เรียกมัน ไอ้เก๋าเจ้ง ได้ เวนนนน... เนี่ย แล้วมันก็ ดูแบบไม่กัวใคร แบบเก๋าๆ ไงเรียกเป็น เก๋าลัก ก็ได้..  คิดได้ไงเนี่ย?.. เหอๆ.. สุดท้ายทุกคนก็ชอบชื่อที่ผมตั้งให้.. เย่... ผมหันหน้าไปสบตากะมัน แล้วเรียกมันอย่าง ภูมิใจ.. ว่าไง.. เกาลัก? ก่อนที่มันจะนั่งบิดคอสงสัยแล้วก็เกาคอของมัน... (ไอหย๋า... เห็บตรึม...) 

     

    ป.ล. มิ๊กกิ้ ยังคง.. ส่งสายตาริษยาแบบปริบๆ ต่อไป.. น่าสงสารจิงๆ.. บ้านนี้ได้ใหม่ลืมเก่าแล้ว.. เฮ้อ... ไปหานายกดีกว่า.. เง๊อออออ..!!!!! ม่ายเกี่ยววววว..

     

    ป.ล. รอบสอง.. วันก่อนเปิด MSN เจอพี่น้อง 3 คนร่วมใจกันตั้งชื่อทำนองว่าต้อนรับสมาชิกใหม่เข้าบ้าน.. และก็เอารูปเจ้าเนี่ยเป็นรูป DISPLAY กันหมด.. แต่.. สมาชิกตัวนั้นไม่ได้ชื่อ "เก๋าลัก" มันชื่อ "บาร์บี้.." ท่านผู้ชมครับ.. ผมเข้าใจแล้วว่าประชานิยม ย่อมมาก่อนประชาธิปไตย.. เย๊อ.... เข้าการเมืองอีกล่ะ.. ไปดีกว่า.. เหอๆ.. ขำๆหน่า ชื่ออะไรมันก็ น่ารักเหมือนกันแหละ.. เน๊อะ..?

    December 15

    Listen to "ME" body..

    ถ้าทุกวันนี้ร่างกายผมเค้าสามารถสื่อสารกับผมได้.. พวกเขาแต่ละส่วนคงอยากจะบอกผมว่า..
     
    คุณมือ: คุณๆช่วยทำอารายระวังๆหน่อยดิ.. ผมโดนประแจทุบใส่ และมีดบาดไม่รู้กี่รอบแล้ว..
                ยังไม่พอ ชอบเอาผมไปจับน้ำมันสารพัดชนิด แล้วไหนจะจารบีอีก.. เห็นใจผมหน่อยเซ่
                ผมอาบน้ำวันๆนึงไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง...
     
    คุณเท้า: ส่วนผมนี่ ก็เดินมันอยู่นั่นหล่ะ.. เอาแข้งผมไปฟาดโน่นฟาดนี่.. ผมแอบแกล้งให้คุณสะดุดล้ม 2-3 ครั้งเผื่อ
                  คุณจะได้หยุดเดินและใช้ผมอย่างทะลุถนอมบ้าง แต่ดันใช้งานเท่าเดิม.. ผมสะบักสะบอมไปหมดแล้วนะ.. ฮึ!!!
     
    คุณปาก: น้ำน่ะกินเยอะๆ หน่อยดิคุณ ผมแม่งเป็นแผลในปาก เคี้ยวระวังๆด้วย คุณฟันมากัดทำให้ผมเป็นแผลเหวอะแหว่ะ
                  ผมแสบไปทั่วตัวเลยนะ..
     
    คุณจมูก: ดมมันเข้าไปเมิงอ่ะ สารเคมีน่ะ ตรูละเหม็นจนจะอ้วก.. หวังว่าจะหาอะไรหอมๆดมบ้างนะเพ่..
     
    คุณหู: มีแต่เสียงทุบๆ ตีๆ เสียงดังๆ เค้าอื้อไปหมด แว้ว อ่า.. เค้าปวดหูน๊า ใช้ Ear Plug บ้างดิ.. แล้วขอเค้าฟังเพลง
              เพราะๆมั่งซิเค้าอยากฟังอย่างอื่นบ้างง่า..
     
    คุณผม: ขัดผมเบาๆแล้วทำความสะอาดให้มากๆหน่อยเพ่.. ตอนนี้เพื่อนผมมันย้ายหนีไปเยอะแล้ว.. อย่าให้ผมต้อง
                อยู่คนเดียวเลย.. ไม่เช่นนั้นผมจะย้ายตามเพื่อนๆผมไปแล้วน๊า.. แล้วคุณจะเสียใจ..
     
    คุณตา: อย่ามองแสงที่เขาเชื่อมบ่อยๆ ด้ายมะ.. อั๊วะแสบระคายเคืองไปหมด.. พยายามปิดตาแล้วยังจะเปิดอีก.. เด๋วบั๊ด..
     
    คุณลิ้น: กินช้าๆก็ด้ายครับ รับรสชาติของอาหารบ้างเถอะ.. ผมยังไม่ทันรู้รสก็กลืนซะแล้ว.. คุณคอฝากมาบอกว่าหาข้าว
                 ร้านอื่นกินบ้างก็ได้.. ร้านนี้ข้าวมันแข็งฟืดจะตายอยู่แล้ว..
     
    คุณผิว: ฉันเบื่อมากๆเลยที่คุณไม่เคยใส่ใจฉันแม้แต่น้อย.. ดูซิฉันดำไปหมดแล้ว ไม่เคยจะเหลียวแล แม้แต่เสื้อแขนยาว
                หรือหมวกใส่ป้องกันให้ฉันหน่อยก็ไม่ได้.. เชอะ.. ฉันเกลียดคุณ เกลียดมากรู้ไม๊..
     
    คุณหนวด: ผมเป็นคนเดียวที่มีความสุขมั๊งเนี่ย.. เพราะผมยาวขึ้นทู๊กว๊านทุกวัน.. สบายจิงๆเลย..
     
    คุณท้อง: กินให้มันตรงๆเวลาหน่อยได้ไม๊เนี่ย??.. หิวเฟ้ย.. ส่งน้ำย่อยมาเตือนหลายรอบแล้วยัง ไม่ยอมกินซะที.. เดียวก็
                   กัดกระเพาะให้พรุนซะเลย..
     
    คุณสมอง: ให้ผมพักบ้างเถอะครับ.. ผมอยากนอนวันละไม่ต่ำกว่า 7-8 ชม.นะ ขอร้องหล่ะ..
     
    ใจเย็นๆ.. ค่อยๆพูดค่อยๆจา.. ยังไงๆ พวกเราก็ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ถ้าเกิดใครเบี้ยวขึ้นมา.. พวกเราก็จะลำบากไป
    ตามๆกันนะ.. ผมขอใช้พวกคุณหนักๆอีกนิดเดียวหน่า.. อีกไม่กี่อาทิตย์ พวกเราก็จะได้พักแล้ว..
     
    เราจะได้ไปพักผ่อนด้วยกัน.. ได้สัมผัสกับสิ่งที่สวยงาม.. มองดูสิ่งที่งดงาม.. ได้ยินเสียงนกร้อง..จิ๊บๆ..
    เดินในที่ๆบรรยากาศเย็นสบาย.. สูดอากาศที่บริสุทธิ์ยามเช้า.. ไม่ต้องคิดถึงเรื่องงาน หรือเรื่องกังวลใจใดๆ..
    เราจะได้ลิ้มอาหารอร่อยๆ.. อิ่มๆ.. และก็จะมีแต่พวกนายเท่านั้นที่เราจะทำให้ความสุขเหล่านี้แทรกซึมเขาไป
    ในทุกอนูของพวกนาย.. เราสัญญานะ..
     
    ส่วนตอนนี้.. ป่ะ.. กลับไปทำงานกันต่อเหอะ.. ป่ะๆๆ..
     
    ป.ล. คุณหนวดพรุ่งนี้เราคงต้องลาจากกันชั่วคราวหล่ะนะ..
    December 04

    "ME" - Mechanical Engineer

    ล้มตัวลงนอนบนฟูกที่ปูไว้บนพื้น.. หัวถึงหมอนก็หยิบนาฬิกามาตั้งเวลาปลุก.. 6.45 น.
    พลิกตัวมาอีกด้านภาพเพื่อนอีก 2 ตัวมันนอนไปก่อนแล้ว.. เห็นแล้วง่วงตาม.. ต้องรีบปรับท่าทางการนอน..
    มาอยู่ในท่ามาตราฐานนอนตะแคง กอดตุ๊กตาวัว แล้วเอาหัวเอี้ยวลงไปซุกกะหัวมัน..
    ไม่ถึง 3 นาที ผมก็หลุดไปในโลกของความฝันแล้ว..
     
    ส่วนใหญ่จะฝันคล้ายๆกัน.. ประมาณว่าได้ไปเที่ยวต่างประเทศบ้าง.. ได้เจอคนที่เราคิดถึงมากๆบ้าง..
    กลับบ้านไปเจอพ่อแม่บ้าง.. เจอเพื่อนเก่าบ้าง.. แต่แย่ที่สุดคงจะเป็น ฝันว่าตื่นนอนไปทำงาน..
     
    ติ๊ดๆๆ.. "คลิ๊ก".. เพื่อนผมตื่นแล้วลองไปอาบน้ำ.. ผมหลับตาอยู่และคิดในใจ "ของตู อีก 15 นาทีเฟ้ย.. คร่อกๆๆ"
    ทุกวินาทีมีคุณค่าสำหรับการนอนเสมอ.. ติ๊ดๆๆ  "ตาตูแล้ว.. ฮื้บบ.." กระโดดขึ้นมาพับผ้าห่ม พับผ่าซิทำไม 15นาทีมันเร็วจิงๆ..
    เดินงัวเงียไปเปิด "เรื่องเล่าเช้านี้" เอาแปลงสีฟันมานั่งแปรงหน้าทีวี..
    อาบน้ำแต่งตัว ขี่จักรยาน ไปที่ทำงานอย่างรวดเร็ว.. สายอีกแล้วว๊อย..
     
    ช่วงนี้งานหนักเป็น 2 เท่า.. เพราะใกล้ Shut Down แล้ว.. งานที่กำหนดยังไม่เป็นไปตามที่พวกเราวางกันไว้..
    ต้องแก้ไขปัญหากันวันต่อวัน.. งานโปรเจคที่ผมต้องทำทั้งหมดมี 4-5 งานด้วยกันประมาณนี้..
    1) สร้างถึง Reactor ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3.5 เมตร สูงประมาณ 15 เมตร และต้องดูเรื่องติดตั้ง เครื่องจักร
        ขนาด 19 ตันอีก 1 งานพ่วงมาด้วย
    2) สร้างถัง Storage ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร
    3) งานติดตั้ง สารพัด ท่อ ให้พี่อีกโครงการ
    4) งานสร้างและติดตั้งเครื่องผสมปูนกับน้ำยา
    5) งานสร้างและติดตั้งถังทำปฎิกิริยาของปูนขาวกับน้ำยา
    รวมๆแล้ว ผมต้องดูแลเงินไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้าน.. ซึ่งมันก็คงจะไปได้สวย ถ้าผมไม่ต้องไปทำอย่างอื่นด้วย..
    ต้องไปอบรมเรื่อง ISO บ้าง เรื่อง เครื่องจักรบ้าง.. นั่งฟัง Supplier โม้เรื่องเครื่องจักรของตัวเองบ้าง..
    ประชุมอีก.. ทำให้บางทีก็เกิดอาการขี้เกียดขึ้นมาซะงั้น.. เหอๆๆ..
    เวลานี้ก็คงต้องตะกุกตะกักไปก่อน.. ซึ่งตอนนี้ผมก็เข้าใจแล้วว่า ทุกอย่างสามารถทำในเวลาเดียวกันได้..
    ถ้าเรามีการวางแผนที่ดี.. และสามารถแบ่งสรรค์ปันส่วนบุคคลากรให้เหมาะสมกับงานได้..
    ทุกอย่างก็จะเป็นไปได้ดีเกือบ 100%ละ..แต่สุดท้าย เราจะต้องเข้าใจ สภาพรวมของ โปรเจค ทั้งหมด..
    ถึงจะคอมพลีท 100 %
    ทุกๆวันในช่วงนี้ผมจะใช้เวลากับผู้รับเหมาเยอะ.. เพราะต้องไปคุมงาน.. วิ่งไปทางโน้นทีทางนี้ที..
    แก้ไขปัญหาที่ตัวเองวางไว้แบบไม่รอบคอบ จุดนั้นนิด จุดนี้หน่อย.. เวลาพักก็ไม่ค่อยจะมี.. เท่าไหร่..
    หลายคนเคยถามผมว่า ทำอะไรอยู่ ในเอ็มเอสเอ็น.. ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง มันเยอะไปหมด..
     
    ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองนิ่ง พอสมควรแล้ว.. แต่ก็ยังไม่นิ่งมาก..
    ก็คงต้องรีบจัดตัวเองให้เข้าที่เข้าทางดีขึ้น ปีหน้าก็จะมีงานโปรเจค ใหญ่ๆตามมาอีก..
    ตื่นเต้น และเป็นเกียรติ์ที่จะได้ทำโปรเจค หลายสิบล้าน.. ซึ่งจะทำให้ผมเรียนรู้อะไรมากขึ้นไปอีก..
    "นายช่าง" เสียงผู้รับเหมาเรียกหาตลอดเวลา.. ทำให้ผมรู้ว่าการเป็นวิศวกรจะต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่นๆด้วย..
    มันไม่ใช่งานออกแบบอย่างเดียว.. แต่เป็นการบริหารแบบ, เวลา, แรงงาน, ความคิดให้ออกพอดีกับงาน..
    ถ้าเราไม่รอบคอบแรงจะมากกว่างาน.. แรงจะเหลือน้อยลงทำให้งานเพิ่มขึ้น..ไม่เป็นผลดีต่อเวลาและกำหนดการ..
     
    ตลอดวันของการทำงาน.. หลังจากใช้สมองมาตลอด 10-15 ชม. มันก็จะวนมาจบที่ท่านอนตะแคงมาตราฐานของผม..
    กับตุ๊กตาวัวน้อยของผม.. โอยได้พักซะที.. ชาร์จแบ็ต ก่อน..พรุ่งนี้เริ่มต้นกันใหม่.. คร่อกกกกกกก..
    "นายช่าง.."
    เฮ้ยจะตามตรูมาในฝันทำไมวะ..
    November 23

    19-Nov-2005 Very Spacial Occation..

    วันนี้ (19 / พ.ย. / 48) คงจะเป็นวันที่เพื่อนคนหนึ่งของผมมีความสุขมากๆ..

    วันที่เขาได้รวม จิตวิญญาณ อีกครึ่งที่ตามหามาตลอด 25 ปีให้เป็น 1 เดียวได้สำเร็จ..

    ผมได้รับการติดต่อให้มางาน แต่งงาน ของ หนึ่ง อเทตยา เพื่อนสมัย อยู่ มัธยม ต้นด้วยกัน ตั้งแต่ 3-4 เดือนที่แล้ว..

    มันช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ก็เป็นเรื่องที่สร้างความประหลาดใจกับเพื่อนๆหลายๆคน รวมทั้งผมด้วย..

    ที่จู่ๆเธอก็มาสละโสดเอาซะง่ายๆ.. อารายวะ???..

     

    แต่เมื่องานมันจะมาถึงแล้วผมก็รับหน้าที่เป็นตัวประสานงาน.. (กระแดะ เอง...)

    ก็เมล์ข่าวไปทั่ว.. ส่วนใหญ่จะมีแต่คนรับข้อมูล ไม่มีคนตอบกลับ...

    แรกๆ ก็.. ไม่ตอบก็ไม่เป็นไรว๊าาา.. หลังๆเริ่มใกล้งานเข้าไปเรื่อยๆ..

    ผมก็ล่กๆเลยแบ่งสายกระจายข่าวออกเป็น 3 สายไปลุย 3 area (หยั่งกะจะไปรบ)..

    ให้ตี้ (ท่านประธานรุ่น) จัดการเพื่อน กลุ่มผู้ชายที่เขาติดต่อประจำ..

    ให้เมย์ (สาวสวย ขำหลบใน) จัดการเพื่อนสาวๆ..

    แล้วผมก็ ติดต่อ แก๊งที่ผมรู้จัก..

    มันก็ง่ายๆอ่ะแต่ผมก็ไม่ค่อยมีเวลาอัพเดทเท่าไหร่.. จึงทำให้เพื่อนๆบางกลุ่มเกิดฉุนๆกันบ้าง..

    แต่สุดท้าย ทุกคนที่ คอนเฟิรม์ก็สามารถเดินทางไปถึงที่งานแต่ได้อย่างครบถ้วน..

     

    ตอนแรกผมว่าจะไปกับเพื่อน ปัน และ เพื่อน แพ็ต.. แต่ข่าวจาก เมย์ว่า โจ๊กจะพาหาไรกินริมชายทะเล...

    โอวว... ผมเฉยๆกับเรื่องกินนะ.. แต่ผมอยากเห็นทะเลมากกกกกก..  เพราะไม่ได้ไปเดินชายทะเลนานแล้ว..

    ผมจึง หักหลังเพื่อนซี้ทั้ง 2 ของผม โดยจะร่วมเดินทางไปกะโจ๊ก และ เมย์ ...

    ผมแต่งตัวได้ไปทะเลสุดๆ เสื้อยืด คอกลม ลายขวางน้ำตาลสลับขาว..  กางเกงเล 3 ส่วนสีน้ำตาล..

    รองเท้าแตะแบบนิ้วโป้งคีบสีน้ำตาล.. หิวถุงกระดาษของ Jaspal ลายแนวตรงน้ำตาลสลับขาว..

    คือแบบว่ามัน โคตรเป็น set เลยอ่ะครับ.. สบายโคตรๆ.. แล้วพวกมานก็นัดกันได้ถูกที่จริงๆครับ..

    สยาม เซ็นเตอร์.. ใช่ครับผมแต่งแบบนั้นเดินสยาม.. แนว มากๆ.. สายตาเป็นล้านจับจ้อง...

    ต้องสะกดจิตตัวเองเป็นภาษาฮินดู กรู..มั่น.. กรู.. มั่น... จึงเอาชีวิตรอดออกมาได้..

     

    เมื่อรวมตัวกันครบก็ออกเดินทางโลด... โจ๊กสร้างภาพให้ผมกับเมย์เห็นว่า.. พวกเราจะไปถึงที่นั่น..

    และจะได้สัมผัสบรรยากาศและอาหารทะเล อย่างเต็มรสชาติ เพราะโจ๊ก ช่ำชอง ทางแถวพัทยามาก..

    เรามุ่งหน้าไปที่ The Tide Resort ออกจากสยามฯประมาณ 3 โมง..

    ซึ่งโจ๊กรู้ตำแหน่งคร่าวๆ ว่าน่าจะอยู่แถวๆ ริมหาด พัทยา... ระหว่างทางเราก็พูดคุยกันเรื่อง สมัยเด็ก..

    เฮฮามาก.. เพื่อนคนนั้นทำแบบนั้น.. ครูคนนั้น เป็นแบบนี้.. หัวเราะกันตลอดทาง..

    และก็แลกเปลี่ยนข้อมูล อัพเดทข่าวเพื่อนๆแต่ละคน... บางคนก็ทำให้เราช๊อคก็มี.. ขายแอมเวย์ ก็เยอะ..

    เกิดข้อสังเกตมากมาย ทำไม อาชีพขาย แอมเวย์ ต้องมาคู่กะเพื่อนเก่า??????..

    คนที่แม่งไม่ค่อยได้คุยกันเลย.. แต่พอขายแอมเวย์จู่ๆก็มาหวังดีกะเราซะงั้นอ่ะ???..

    คนที่เป็นสมาชิก แอมเวย์ 80% จะต้องซื้อเครื่องกรองอากาศ????.. ฯลฯ

    เราสามคนได้แต่ เออใช่.... เราก็โดนแบบนี้ๆๆๆ... คนขายแอมเวย์ อ่านถึงบรรทัดนี้คุณควรหาวิธีใหม่ๆแล้วครับ..

    พวกผมรู้ตัวกันหมดแล้วว่าคุณจะมาไม้ไหน..

     

    อีกไม่เกิน 10 กิโลเมตร โจ๊กบอกว่าเลี้ยวซ้ายจะเข้าพัทยา.. แต่เราไม่แน่ใจตำแหน่งของ The Tide Resort..

    โจ๊กให้ผมโทรถามตี้ว่ามันอยู่แถวไหน??.. ผมต่อโทรศัพท์ให้โจ๊ก.. แล้วก็ยื่นมือถือให้ไปคุยเองเพราะผมไม่สันทัดทางแถวนี้..

    ปรากฏว่า.. โจ๊กตาเบิ่งตาโต.. แล้วตะโกนออกมาว่า มึงอย่าล้อเล่นน่ะ... ด้วยเซ้นท์ ของผม.. รู้ทันทีว่าเรามาผิดทางแน่ๆ..

    โจ๊กวางโทรศัพท์ แล้วบอกว่า.. งานแต่งอเทฯ อยู่ที่ บางแสนว่ะ...

    .................................................... ภาพชายหาดผมหายไปในทันที...

    โจ๊กรีบขับรถตรงดิ่งไปเข้าถนนสุขุมวิทมุ่งตรงสู่พัทยาเพื่อให้เราไปทันงาน..

     

    หนองมนต์... ไม่นึกว่าจะได้มาผ่านแถวนี้.. ในสถานการณ์เร่งรีบแบบนี้.. แต่ก็ได้ข้อสังเกตมากอีก...

    ข้าวหลามทุกร้านต้องได้รางวัลชนะเลิศรสชาติดีที่สุดของหนองมนต์.. รางวัลเพียบ..รสชาติเหมือนกันทู๊กร้าน

    เด๋วนี้ หาร้านที่มีเตาเผาข้าวหลามไม่ได้แล้ว..ไม่แต่แผงวางข้าวหลามเย็นกับคนขายหน้ามุ่ยๆ

    ขนมจาก ใช้แม๊กซ์ในการกลัดใบจาก.. ทำให้คนนิยมน้อยลง.. แต่เขาก็ยังใช้แม๊กซ์อยู่ดี???

    ฯลฯ

     

    ถึงบางแสนแล้วผมเดินเข้าไปใน resort ด้วยชุดเดินทะเล๊ ทะเล น้ำต๊าล น้ำตาล ลายขว๊าง ลายขวาง ของผม..

     ต้องงัดคาถา ฮินดู มาอีกรอบ.. เพราะทุกท่านแต่ง สูทอย่างหล่อ.. กว่าจะถึงห้องน้ำทำไมมันไกลจังวะ..

    แต่เมื่อออกจากห้องน้ำผมก็พบว่า ตัวเองมั่นใจสุดๆ.. หล่อเฟี้ยว.. ชุดเท่มาก..

    แต่ก็ต้องไม่มั่นใจอีกรอบ.. ลืมถุงเท้าอ่ะ..  พยายามถามเพื่อนๆ .. ไม่มีใครพกถุงเท้าเล๊ยยยย ให้ตายเหอะ..

     

    นัดเจอเพื่อนๆก่อนเข้างาน.. เราพูดคุยกันสลับกันไปมา.. ประมาณว่าหิวคุยมากกว่าหิวข้าว..
    กะว่าคุยกันให้กระเพาะทะลุกันไปข้างนึงเลย.. เราอัพเดทข่าวๆเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน..

    เพี่อนทุกคนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก.. 10 ปีแล้วนะ.. ที่เราไม่เจอกัน..

    เราเดินเข้าไปในงาน..  ร่วมกันอย่างสนิทสนม.. ทั้งๆที่เราไม่เรียนห้องเดียวกัน..

    การได้มาพบเพื่อนๆครั้งนี้สนุกจริงๆ..  จนมารู้สึกตัวอีกทีว่าเรามางานแต่งเพื่อน.. ไม่ใช่งานเลี้ยงรุ่น...

    ก็ตอนที่เราได้ดู วีดีโอ พรีเซ้นเทชั่น ของ อเท กะ พี่บลู (แฟนเขา)..  น่ารักมากๆ.. ถึงแม้พรีเซ่นเทชั่นจะไม่ได้หวือหวาอะไรขนานนั้นก็ตาม..

     

    ช่วงนึงที่ผมรู้สึกประทับใจสุดคือ ตอนที่เพื่อนผมพูดว่า.. พี่บลู อาจจะไม่ใช่ผู้ชาย เพอร์เฟค.. แต่พี่บลูก็ได้พิสูจน์

    ให้เห็นแล้วว่า เขาเป็นคนสม่ำเสมอ..  และอยากจะประกาศไว้ ณ.ที่นี่ว่าจากนี้เป็นต้นไปเราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ร่วมกัน..

    สิ้นสุดเสียง.. ของเธอ.. ทุกๆอย่างรอบๆตัวก็หยุดไปชั่วขณะ.. ผมคิดถึง หนังรักดีและนิยายรักญี่ปุ่นดีๆ 2 เรื่อง..

    “Sleepless In Seattle” กับประโยคเด็ด เมื่อผมได้เจอกับเขา มันรู้สึกเหมือน ต้องมนต์...  

    “Kitchen” กับฉากที่ นางเอก เอาข้าวหมูทอด ห่อใส่กล่อง นั่งรถข้ามจังหวัดเพื่อเอาไปให้ พระเอกกิน..

    กว่าจะปีนขึ้นไปตรงที่พักของพระเอกอีก.. น่ารักมากๆ.. แล้วผมก็จ้องมองเพื่อนของผม..

    ที่ยืนอยู่บนนั้น.. ผมรู้สึกตัวคนเดียว.. แต่ก็เต็มอิ่มไปด้วยความรู้สึก ปลื้มปิติ.. งานวันนี้ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น..

    ว่าสิ่งที่เราต้องการคือ.. อะไร..???  วันนี้ เหมือนได้ดูหนังรักดีๆอีกเรื่อง..ซึ่งผมก็จะยิ้มไปตลอดจนจบเรื่อง...

     

    หลังจบงานแต่ง เราไปหาอะไรกระแทกท้องกัน.. ซึ่งวนกันอยู่นานกว่าจะได้ที่กินจริงๆ (ซะที..)..

    เป็นร้านเล็กๆ ขำๆ.. กินข้าวกันแบบเบียดๆ.. มีนักร้องรุ่นเดียว กะเดอะบีเทิ้ล ร้องเพลงยุค 60 อยู่..

    คนก็น้อยๆ ประมาณมานั่งกินเหล้า ฟังเพลงกัน.. อายุก็ประมาณ น้องนักร้องไม่กี่ปี..

    พวกเรานั่งเม้าแตก หลังจากได้ โต๊ะ.. แล้วก็โดนเชิญให้ขึ้นไปร้องเพลง ซึ่งผมก็ขึ้นไปทันที..

    ไม่ต้องคิดอะไรมาก.. (โดนเพื่อนๆมันไซโคให้ขึ้น..  ขึ้นก็ได้วะ..) พอขึ้นไปร้องมันก็ไม่ฟัง แต่ตอนจบมันก็ปรบมือ..

    ตอนหลังมี การ แฮปปี้เบิร์ดเดย์ แบบกวนๆให้ ณรงค์ด้วย ซึ่งมันทำให้ผมได้รู้ว่าชื่อเล่นของณรงค์

    คือ เซ้งอะไรจะเท่ห์ขนาดน้าน..

     

    งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา.. พวกเราแลกเบอร์กัน.. และสัญญาว่าเราจะไปเที่ยวไหนต่อไหนด้วยกันอีก...

    แล้วเราก็ต่างคนต่างไป.. เก็บความรู้สึดีๆของวันนี้เอาไว้..

    วันนี้ดีๆจริงๆ.. ได้ความรู้สึก 2 แบบในวันเดียว.. อิ่มเอมกะงานแต่ง อิ่มเอิบกะการรียูเนี่ยน..

    JOA รุ่น 15 ผมจำไม่ผิดแน่ๆ.. รู้สึกแอบภูมิใจที่มีเพื่อนๆแบบนี้..

    November 10

    Listening to ME Space..

    ปรกติผมจะ Up Blog และใส่รูป เติมชีวิตให้กับ My Space  ของผม..
    แล้วก็จะรู้สึก ว่าได้ระบายอารมณ์ของผมใส่ กล่องใบหนึ่ง..
    ที่เหมือนกับเก็บเอาช่วงเวลาช่วงหนึ่ง.. มาเก็บเอาไว้ใน อัลบั้ม..
     
    วันนี้ผม.. คงถึงจุดล้าจุดหนึ่งของชีวิต..
    เป็นวันที่ ทุกสิ่งถึงจุดพีค..
    นอน น้อย..
    เป็นร้อนใน..
    ท้องผูก..
    งานเพียบ.. (คืนนี้คงต้องลุยต่อ..)
    โดนด่า.. (คุมงานไม่รอบคอบ)
    กินข้าวไม่ลง..
    ฯลฯ
     
    ผมทำงานไป... แล้วก็เปิด MSN เพื่อคลายเครียด..
    กด My Space ขึ้นมา.. ลอง Preview Space ตัวเอง..
    เน็ตไม่ค่อยดี รอนานหน่อย กว่าจะโหลดขึ้นมาได้..
    แล้วก็พบว่า..
     
    ผม..ค่อยๆ
    เปิดรูป อัลบั้ม ต่างๆ..
    ทีละหน้า..
    ทีละหน้า..
    ฟังเพลงของ โมโนโทน.. ไปด้วย..
    รู้สึกเหมือน...
    ..อยู่บ้าน..
    บ้านที่มี อีกด้านนึงของผมรออยู่..
    ชงชา PG Tips ที่ผมชอบให้ผมดื่ม..
    ดูผลงานเก่าๆที่ผมทำ..
    อ่านบทความ ขำๆ ที่ผมบรรจงเขียน..
     
    นอกบ้าน.. จะเป็นอย่างไร.. สับสนวุ่นวายแค่ไหน?..
    ช่างมันเหอะ..
    ถ้าคุณรู้สึกดีที่มาเยี่ยมบ้านผม..
    ผมยินดีต้อนรับ..
    และขอให้เก็บรอยยิ้มกลับไป..
    เพราะตอนนี้ ผมก็ยิ้มให้กับตัวเอง..
    และพร้อมที่จะกลับไปทำงานต่อล่ะ..
    November 06

    History of Tea

    It is said that tea was discovered accidentally by emperor Shen Nung back in 2700BC. After a large meal one day, he was relaxing in the garden with a cup of boiling water. On this occasion, some leaves from a nearby tree fell into the cup unnoticed and he consumed the drink. He enjoyed the taste of the tea and the pain relief of the drink so much, that the cup of tea was born.

    The first tea used in England came from China, and it wasn't until the 19th century that tea growing spread to other countries and indigenous tea was discovered in Assam. The UK is the largest importer of tea.
    October 16

    Get Up with No Plan & Some thing in Mind On Odinary Sunday

    ฮ้าววววววววววววววว...
    ตื่นขึ้นมา.. ก็ไม่รู้จะทำไร.. ดื่มน้ำชา PG Tips ตั้งสติ.. กลิ่นของคาเฟอีนหลั่งเข้าไปในสมอง...
    ผมก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง...
     
    วันอาทิตย์ ที่ไม่มีแผนการรองรับ.. นอนตื่นสายๆ ทำให้ผมรู้สึกวิตกจริตไม่น้อย..
    เพราะผมตื่นขึ้นมาตอน 6.30 น. เพื่อ งานโดยเฉพาะ ตั้งแต่จันทร์ ถึง เสาร์...
    พอมาตื่นสาย ซัก 9-10 โมง เราก็รู้สึกแล้ว ว่าเราใช้เวลาอย่างไม่คุ้มค่าแล้ว..
     
    แปลกดีนะที่ตอนเรียน หนังสือไม่เคยคิดว่าเวลามัน หมดไปอย่างรวดเร็วขนาดนี้..
    ทั้งๆที่ชีวิต สมัยเรียนก็ มีแต่เที่ยวเล่น ทำกิจกรรม.. กิน และ นอนไปวันๆแต่กลับรู้สึกมีความสุขมากๆ..
     
    ตอนนี้คิดอะไรก็ต้องคิดเป็น system ไปหมด.. ผมถูกทำให้ต้องใช้สมองคิดแบบนี้..
    เวลาถูกแบ่งออกเป็น สัดส่วน.. นี่คือเวลาคิด, นี่คือเวลาพัก, นี่คือเวลาเล่น, นี่คือเวลามีความสุข...
     
    การใช้ชีวิตในการทำงาน.. สำหรับคนที่ทำงานอยู่.. ก็น่าจะเห็น เหมือนๆกันกับผมว่า..
    เราจะไปพูดจา หรือแสดงความคิดเห็น แบบสั่วๆ ไม่ได้... ความคิดของเราต้องเป็นขั้นเป็นตอน..
    เวลาแสดงความคิดก็ต้องถกกันด้วยเหตุด้วยผล.. เขาจะมองว่าเราน่าเชื่อถือ.. มีหัวคิด..
    เช่น "อากาศร้อนทำให้ร่างการสูญเสียน้ำมาก... การดื่มน้ำเย็นจะช่วยลดอุณภูมิในร่างกายและจะ
    ทำให้สมองหลั่งสาร***ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกชื่นใจ.." 
    แต่ถ้าคุณเอาความรู้สึกมาใช้.. เช่น "ถ้าเราดื่มน้ำเย็น จะชื่นใจนะ.." คนรอบข้างก็จะรู้สึกว่า..
    ใครๆก็รู้ (ฟะ).. และก็เฉยๆ ไม่ค่อยฟังความคิดของคุณเท่าไหร่...
     
    ทุกอย่างที่ผมทำตอนนี้.. จะต้องมีเหตุมีผลรองรับ.. "ความรู้สึก" จะไม่ค่อยเข้ามามีส่วนร่วมเท่าไหร่แล้ว...
    ผมไว้ใจความรู้สึกของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว.. เหมือนว่าผมจะสูญเสียความมั่นใจไปซะอย่างนั้น..
    เวลาที่ผมไม่มีขู้อมูลหรือไม่รู้อะไรอย่างลึก.. ว่าเขาคิดอย่างไร.. สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร.. 
    นี่มัน.. อะไรกันเนี่ย??.. กะอีแค่ตื่นมาแล้วไม่รู้จะทำอะไรในวันอาทิตย์.. ผมก็ฟุ้งซ่านได้ขนาดนี้แล้ว..
     
    ผมกำลังสูญเสีย... อีกด้านหนึ่งของตัวเอง.. ด้านที่เข้าถึงความรู้สึก.. ความละเอียดอ่อน.. ที่ผมไม่เคยมองข้าม..
    ผมชอบตัวผม.. ตอนก่อนทำงานมาก.. แม้ว่า..มันจะดูไม่มั่นคงและดูเหมือนปัญญาอ่อนไปวัน..
    ผมก็รู้สึกดีกว่า ตอนนี้.. ตอนที่ไม่มีใคร เข้าใจผมอีกแล้ว.. แม้กระทั่งตัวผมเอง..
    ผมกลายเป็นคนที่แคร์ประโยชน์สูงสุดของการใช้เวลามากกว่า การที่เราจะหาความสุขจากเวลาที่มี..
    อย่างน้อย.. ผมก็ได้เขียน มันเก็บไว้.. เพื่อเตือนใจตัวเองเมื่อกลับมาอ่านที่จุดนี้.. แม้ว่า..
    ตอนนี้ผมจะยังหาทางออกไม่เจอก็ตาม.. แต่ผมไม่ใช่คนที่จะรอให้มันเกิดขึ้นหรอก.. ต้องมีวิธีแน่ๆ..
    ผมจะไม่ยอมเสีย อีกด้านหนึ่งของตัวเองไป.. แน่นอน..
    October 11

    First Time to Sell but Second Time lost something Valuable

    ขายไปแล้ว.. หุ้น TOC.. ซื้อมา 60 บาทต่อหุ้น..
    มี 900 หุ้น.. ขายตอนที่ราคามันปีนขึ้นไป 75 บาท..
    ได้กำไรหุ้นละ 15 บาท..
    ทั้งหมดได้กำไร 13,500 บาทถ้วน.. หักภาษี กี่เปอร์เซ็นต์ไม่รู้..
    อืม.. ก็ได้กำไร หมื่นกว่าบาท..
    แต่...
    ยังรู้สึกว่า... เราน่าจะรออีกนิด..
     
    รู้แล้วว่าความกดดันในการขายหุ้นมันเป็นไง..
    และผมมั่นใจเลยว่า หุ้นนี้มันจะขึ้นอีก.. (แล้วรีบขายไมหว่า.. เหอๆ)
    แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ.. เพราะจากนี้ไปเราจะนิ่งขึ้น..
    แล้วกล้าเสี่ยง (อย่างมีหลักการ) มากขึ้น..
     
    เพื่อนต้อเตือนมาว่า อย่าหันกลับหลังไปดูมันอีก.. ซักระยะ..
    เพราะมันจะทำให้เราเสียดายและไม่เป็นสุขกะ ชีวิต..
    ไปลงทุนตัวอื่นต่อดีกว่า.. อืม.. ผมก็เชื่ออย่างนั้น...
     
    เอาเป็นว่าสิ่งที่มีค่าในมือของผมหลุดมือผมไปอีก 1 อย่างแล้ว..
    และผมก็ต้องมองผ่านไป.. ไม่หันกลับไปมองมันอีก..
    ซึ่งผมคิดว่า.. สิ่งนี้จะทำให้ผมมีใจที่แข็งแกร่งขึ้นไปอีก..
     
    ขอตั้งข้อสรุปการเล่นหุ้นของตัวเองเลย..
    กฏข้อที่ 1: ซื้อต้อง ดูที่พื้นฐานของบริษัท
    กฏข้อที่ 2: ถ้าขายไปแล้วอย่าหันกลับไปมองมันอีก
    กฏข้อที่ 3: ห้ามขายเมื่อติดลบ.. เด็ดขาด.. (เงินต้องเย็นสุดๆ)
    (ฯลฯ จะนำมาเขียนเรื่อยๆ)